โครงการสัมมนาเรื่อง การส่งเสริมการอ่านในยุคประเทศไทย 4.0

วันที่  13 – 14  ก.ค.  2560

ณ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎอุบลราชธานี 

ไทยแลนด์ 4.0”  เป็นวิสัยทัศน์เชิงนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย หรือ โมเดลพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาล บนวิสัยทัศน์ที่ ว่า มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ไทยแลนด์ 4.0 จะพัฒนาเรื่องใดบ้าง? มีการพัฒนาวิทยาการ ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัยและพัฒนา แล้วต่อยอดในกลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม ใช้แนวทาง สานพลังประชารัฐ เป็นตัวการขับเคลื่อน โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน ภาคการเงินการธนาคาร ภาคประชาชน ภาคสถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยต่างๆ ร่วมกันระดมความคิด ผนึกกำลังกันขับเคลื่อนผ่านโครงการบันทึกการร่วมมือ  กิจกรรม หรือ งานวิจัยต่าง ๆ ซึ่งจะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตและบริการแบบเดิมให้เป็นการนำเสนอนวัตกรรมใหม่ในเชิงสร้างสรรค์ อาทิ การเกษตรเชิงสร้างสรรค์ที่ได้ประสิทธิผลที่ดีขึ้น การมุ่งให้โอกาสคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดสร้างสรรค์ในการทำธุรกิจ อย่างเช่นกลุ่มที่เรียกว่า Startups เป็นกลุ่มบริษัทเกิดใหม่ที่มีศักยภาพสูง และพยายามพัฒนาแรงงานให้มีทักษะ ความรู้ ความเชี่ยวชาญ ที่สูงขึ้น

การเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่การเป็นไทยแลนด์ 4.0 ควรเริ่มจากการส่งเสริมสนับสนุนสังคมให้รักการอ่านให้มากขึ้น โดยภาครัฐต้องส่งเสริมการผลิตและเผยแพร่สารสนเทศเชิงสร้างสรรค์ ที่มุ่งเน้นเนื้อหาคุณภาพ การพัฒนาการศึกษาที่มุ่งให้เด็กรักการอ่าน รู้จักคิดวิเคราะห์มากกว่าการท่องจำ การพัฒนาแหล่งศึกษาค้นคว้าห้องสมุดให้คนเข้าถึงได้ มีการคัดเลือกหนังสือดีมีคุณภาพ น่าสนใจ มีการการส่งเสริมให้คนเข้าห้องสมุดมากขึ้น  ดังนั้นควรสร้างสภาพแวดล้อมทางความคิดให้กับคนไทย เพื่อให้สามารถพัฒนาตนเองทางความคิด และนำไปสู่การพัฒนาวิทยาการ ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัยที่สามารถนำไปต่อยอด ตามเป้าหมาย 5 กลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม ได้แก่

 1. กลุ่มอาหาร เกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ

 2. กลุ่มสาธารณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์

 3. กลุ่มเครื่องมืออุปกรณ์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ และระบบเครื่องกลที่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ควบคุม

 4. กลุ่มดิจิตอล เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมต่อและบังคับอุปกรณ์ต่าง ๆ ปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีสมองกล

 5. กลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ วัฒนธรรม และบริการที่มีมูลค่าสูง

ทั้งหมดนี้ คือเป้าหมายไทยแลนด์ 4.0

สรุปกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้

“โครงการอบรมการเขียนบทความวิจัยและบทความวิชาการ”

โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. อานันท์  กาญจนพันธุ์

วันศุกร์ที่  26  เดือนพฤษภาคม  พ.ศ. 2560  เวลา 09.00-12.00 น.

ณ ห้องดอกจาน 4  คณะศิลปศาสตร์  มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

         

ถอดบทเรียนโดย  ผศ.ดร. ชาญชัย  คงเพียรธรรม

 

ประเด็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การเขียนบทความวิจัยและบทความวิชาการ

-          องค์ประกอบของบทความมีอะไรบ้าง

-          บทความวิจัยต่างจากบทความวิชาการอย่างไร

-          วิธีเขียนบทความวิจัย/ บทความวิชาการที่ดี เพื่อที่จะทำให้ได้ลงตีพิมพ์ในวารสารวิชาการทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

 

สภาพปัญหาของการเขียนบทความวิจัยและบทความวิชาการ

-          อาจารย์หลายท่านไม่เคยมีผลงานทางวิชาการ (บทความวิจัย/บทความวิชาการ) ตีพิมพ์เผยแพร่มาก่อน  จึงไม่ทราบว่าจะเริ่มต้นอย่างไร  (เขียนเรื่องอะไร  เขียนอย่างไร  และจะส่งไปลงตีพิมพ์ที่ไหน)

-          อาจารย์หลายท่านเคยลงตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการ (บทความวิจัย / บทความวิชาการ) มาบ้างแล้ว  แต่ยังไม่พอใจกับผลงานของตนเท่าที่ควรนัก  จึงต้องการที่จะพัฒนาศักยภาพทางด้านวิชาการของตนให้เพิ่มมากขึ้น ด้วยการศึกษาแบบอย่างจากนักวิชาการที่มีชื่อเสียงระดับแถวหน้าของประเทศไทยว่า ท่านเหล่านั้นมีวิธีการอย่างไรในการผลิตผลงานวิชาการ (บทความวิจัย/บทความวิชาการ) ที่มีคุณภาพจนเป็นที่ยอมรับในวงกว้างทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

 

แนวปฏิบัติที่ดีของคณะศิลปศาสตร์  ในการเขียนบทความวิจัยและบทความวิชาการ

-          บทความวิจัยและบทความวิชาการที่ดีนั้นจะต้องประกอบไปด้วยองค์ประกอบสำคัญ 5 ประการ คือ 1) วิธีคิดในการตั้งประเด็นปัญหาและกำหนดโจทย์วิจัยต้องชัดเจน (Problematization) ซึ่งส่วนนี้จะอยู่ในบทนำ  2) การนิยามบริบทในมิติต่างๆ ของปัญหาวิจัยต้องชัดเจน  (Contextualization) ซึ่งบริบทที่ว่านี้  ได้แก่  เวลา  สถานที่  รวมทั้งแนวคิดที่ปรากฏในยุคนั้น  3)  การจำลองและนิยามความเชื่อมโยงความคิด (Conceptualization) ต้องกล่าวถึงแนวคิด ทฤษฎีที่ใช้เป็นแกนของบทความ รวมถึงวิพากย์แนวคิด หรือทฤษฎีต่างๆ  4) การจำแนกแยกแยะหน่วยของการศึกษาวิเคราะห์ (Differentiation) และ 5) การปฏิบัติการปรับความคิดทางทฤษฎีและระดับนามธรรมของการวิเคราะห์ (Operationalization)  บทความชิ้นนั้นๆ จึงสมบูรณ์

-          บทความที่ดีจะต้องมีการวิเคราะห์  ตีความ  เปรียบเทียบ มีแนวคิด และมีการเชื่อมโยง

-          บทความวิชาการ  แท้จริงแล้ว คืองานวิจัยชิ้นย่อยๆ นั่นเอง  เพราะมีการค้นคว้าหาข้อมูล  การวิเคราะห์  สังเคราะห์ข้อมูล ไม่ต่างจากการทำวิจัย

-          นักวิชาการที่ดีจะต้องหมั่นเป็นคนช่างสังเกตและรู้จักตั้งคำถาม  เพราะการตั้งคำถามเป็นหัวใจของการทำงานวิชาการ  ไม่ว่าจะเป็นการทำวิจัย หรือการเขียนบทความ

-          ผู้เขียนบทความจะต้องพึงระลึกอยู่เสมอว่าแนวคิด ทฤษฎีต่างๆ ที่นำมาใช้ช่วยให้ทำงานวิชาการได้ง่ายขึ้น  แต่แนวคิด ทฤษฎีไม่ใช่คำตอบของงานทางวิชาการ (ทฤษฎีเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย และเหตุปัจจัยต่างๆ อยู่เสมอ)

-          ผู้เขียนบทความจะต้องเข้าใจความแตกต่างของพื้นที่  หรือบุคคลที่ต้องกล่าวถึง  ไม่ควรใช้วิธีการเหมารวม เช่น ถ้าจะกล่าวถึงชาวนาในพื้นที่ภาคอีสาน ควรระบุพื้นที่ให้ชัดเจน  เพราะชาวนาในภาคอีสานนั้นมีอยู่หลายกลุ่ม มีทั้งที่ประสบความสำเร็จในอาชีพ และที่ล้มเหลวจนมีหนี้สินมากล้นพ้นตัว  มีทั้งที่ประยุกต์ใช้วิธีการเกษตรสมัยใหม่ และแบบที่ทำเกษตรแบบดั้งเดิมตามปู่ย่าตายาย เป็นต้น

-          การเขียนบทสรุป (Conclusion) ของบทความ  ไม่ใช่การลอกเนื้อหาจากบทความทั้งหมดมาเขียนไว้ในบทสรุป  แต่จะต้องสรุปให้ได้ว่า 1)  ข้อค้นพบใหม่คืออะไร  2)  ต้องนำข้อค้นพบนั้นไปสนับสนุนหรือโต้แย้งกับงานของนักวิชาการท่านอื่น และ 3)  ประเมินค่าว่าผลงานของเรามีคุณค่าในด้านใด  เช่น มีคุณค่าในทางทฤษฎี  หรือมีคุณค่าต่อสังคมอย่างไร

-          ขอให้พึงระลึกอยู่เสมอว่า  “อาจารย์ทุกคนมีความรู้  ความสามารถ มีศักยภาพด้วยกันทั้งนั้น  ขอเพียงแค่มีความกล้า  เอาชนะความกลัวที่อยู่ภายในใจ  การเขียนบทความวิจัยหรือบทความวิชาการนั้นไม่ใช่เรื่องยากเลย” 

 

การเผยแพร่แนวปฏิบัติที่ดีของการเขียนบทความวิจัยและบทความวิชาการของคณะศิลปะศาสตร์

 

-          ลงแนวปฏิบัติที่ดีในเว็บไซต์งานวิจัย  คณะศิลปศาสตร์  เพื่อให้ผู้ที่ไม่ได้ร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ดังกล่าว สามารถนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ต่อไปhttp://web.la.ubu.ac.th/gallery/activity.php?g=781

ผังงาน (Flowchart)

- แผนภาพ (Image) หรือสัญลักษณ์ (Symbol) ที่ใช้เขียนแทนขั้นตอนคำอธิบายข้อความหรือคำพูดที่ได้อัลทิริทึม (Algorithm) ที่ใช้เขียนแทนขั้นตอน คำอธิบายข้อความหรือคำพูด หรือกระบวนการทำงานตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนถึงขั้นตอนสุดท้าย

- เป็นเครื่องมือที่ใช้การรวบรวมจัดลำดับความคิด เพื่อให้ห็นขั้นตอนการทำงานที่ชัดเจนและใช้วางแผนการทำงานขั้นแรก

แบ่งออกเป็น 2 ประเภท

- ผังงานระบบ (System Flowchart)

- ผังงานโปรแกรม (Program Flowchart)

ผังงานระบบ (System Flowchart)

ผังงานระบบ (System Flowchart)  คือ ผังงานที่แสดงขั้นตอนการทำงานของระบบอย่างกว้าง ๆ แต่ไม่เจาะลึกลงในระบบงานย่อย  แสดงถึงอุปกรณ์รับและส่งข้อมูล สื่อ วิธีประมวลผล แสดงผลลัพท์ และลำดับขั้นการทำงาน

ผังงานโปรแกรม (Program Flowchart)

ผังงานโปรแกรม (Program Flowchart)  คือ ผังงานที่แสดงขั้นตอนในการทำงานของโปรแกรมตั้งแต่รับข้อมูล คำนวณ จนถึงแสดงผลลัพท์ของคำสั่งการทำงาน เพื่อวางแผนหรือรวบรวมความคิดการเขียนโปรแแกรม  โปรแกรมจะแสดงลำดับคำสั่งเป็นขั้นตอน (Step By Step)

การเขียนผังงานโปรแกรมจะช่วยลดข้อผิดพลาดในการเขียนโปรแกรมลงได้ ทำให้เขียนโปรแกรมง่ายขึ้นและถูกต้อง รวมถึงยังช่วยวิเคราะห์จุดบกพร่องที่เกิดขึ้น

โปรแกรมประกอบด้วยกระบวนการ 3 รูปแบบ

1. การทำงานตามลำดับ เป็นรูปแบบที่ง่ายที่สุด  คือการเขียนการทำงานจากบนลงล่าง เขียนคำสั่งเป็นบรรทัดและทำทีละบรรทัดจากบรรทัดบนสุดถึงบรรทัดล่างสุด

2.การเลือกระทำตามเงื่อนไข  การตัดสินใจหรือเลือกเงื่อนไข  คือเขียนโปรแกรมเพื่อนำค่าไปเลือกกระทำโดยปกติจะมีเหตุการณ์ 2 กระบวน คือเงื่อนไขเป็นจริงและเงื่อนไขเป็นเท็จ

3. การกระทำซ้ำ  คือการทำกระบวนการหนึ่งหลายครั้ง โดยมีเงื่อนไขในการควบคุม

ประโยชน์ของผังงาน

1. ช่วยลำดับขั้นตอนการทำงานโปรแกรมและสามารถนำไปใช้เขียนโปรแกรมได้โดยไม่สับสน

2. ช่วยให้การตรวจสอบและแก้ไขโปรแกรมได้อย่างง่ายเมื่อเกิดข้อผิดพลาด

3. ช่วยให้การดัดแปลงแก้ไขทำได้อย่างสะดวกมากขึ้น

4. ช่วยให้เข้าใจลำดับและความสัมพันธ์ระหว่างขั้นตอนในการทำงาน

ข้อจำกัดของผังงาน

1. ใช้สื่อความหมายระหว่างบุคคลมากกว่า

2. ไม่ทราบลำดับความสำคัญของแต่ละขั้นตอน

3. ผังงานจะบอกเพียงลำดับอย่างไรและปฏิบัติอย่างไร

4. ผังงานไม่สามารถแทนลักษณะคำสั่งในภาษาได้ชัดเจน

 

ผังงานคืออะไร  Flowchart

- แผนภาพหรือสัญลักษณ์แสดงลำดับขั้นตอนการทำงานของ Algorithm

      หรือกระบวนการทำงานตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนถึงขั้นตอนสุดท้าย

- เป็นเครื่องมือใช้การรวบรวมจัดลำดับความคิดเพื่อให้เห็นขั้นตอนการทำงาน

     ที่ชัดเจน  และใช้วางแผนการทำงานขั้นแรก

แบ่งออกเป็น 2 ประเภท

1.  ผังงานระบบ (System Flowchart)  คือ ผังงานที่แสดงขั้นตอนการทำงานของระบบ  แสดงถึงอุปกรณ์รับและส่งข้อมูล  สื่อ  วิธีประมวลผล   แสดงผลลัพธ์  และลำดับขั้นการทำงาน

2.   ผังงานโปรแกรม (Program Flowchart)  คือ ผังงานที่แสดงขั้นตอนของคำสั่งการทำงาน เพื่อวางแผนหรือรวบรวมความคิดการเขียนโปรแกรม โปรแกรมจะแสดงลำดับคำสั่งเป็นขั้นตอน  (Step By Step) การเขียนผังงานโปรแกรมจะช่วยลดข้อผิดพลาดในการเขียนโปรแกรมลงได้ทำให้เขียนโปรแกรมง่ายขึ้นและถูกต้อง รวมถึงยังช่วยวิเคราะห์จุดบกพร่องที่เกิดขึ้น

ซึ่งโปรแกรมดังกล่าวนำมาใช้เพื่อพัฒนางาน  ในการเขียนผังการทำงานแสดงถึงขั้นตอนการปฏิบัติงานได้อย่างชัดเจน  และใช้เขียนขั้นตอนได้ง่ายกว่าการใช้โปรแกรม Microsoft Word

 

 

ผังงาน (Flowchart)

- แผนภาพหรือสัญลักษณ์แสดงลำดับขั้นตอนการทำงานของ Algorithm

      หรือกระบวนการทำงานตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนถึงขั้นตอนสุดท้าย

- เป็นเครื่องมือใช้การรวบรวมจัดลำดับความคิดเพื่อให้เห็นขั้นตอนการทำงาน

     ที่ชัดเจน  และใช้วางแผนการทำงานขั้นแรก

แบ่งออกเป็น 2 ประเภท

1.  ผังงานระบบ (System Flowchartคือ ผังงานที่แสดงขั้นตอนการทำงานของระบบ  แสดงถึงอุปกรณ์รับและส่งข้อมูล  สื่อ  วิธีประมวลผล   แสดงผลลัพธ์  และลำดับขั้นการทำงาน

2.   ผังงานโปรแกรม (Program Flowchartคือ ผังงานที่แสดงขั้นตอนของคำสั่งการทำงาน เพื่อวางแผนหรือรวบรวมความคิดการเขียนโปรแกรม โปรแกรมจะแสดงลำดับคำสั่งเป็นขั้นตอน  (Step By Step) การเขียนผังงานโปรแกรมจะช่วยลดข้อผิดพลาดในการเขียนโปรแกรมลงได้ทำให้เขียนโปรแกรมง่ายขึ้นและถูกต้อง รวมถึงยังช่วยวิเคราะห์จุดบกพร่องที่เกิดขึ้น

 

ซึ่งโปรแกรมดังกล่าวนำมาใช้เพื่อพัฒนางาน  ในการเขียนผังการทำงานแสดงถึงขั้นตอนการปฏิบัติงานได้อย่างชัดเจน  และใช้เขียนขั้นตอนได้ง่ายกว่าการใช้โปรแกรม Microsoft Word

 

การอบรมการจัดทำระบบและกลไกการประกันคุณภาพการศึกษาระดับหลักสูตรคณะศิลปศาสตร์

ประจำปีการศึกษา 2559

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 ณ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

 

ความรู้ที่ได้จากการอบรม มีดังนี้

 

องค์ประกอบในการประกันคุณภาพหลักสูตรประกอบด้วย

            1. การกำกับมาตรฐาน

            2. บัณฑิต  (คิดเป็นค่าคะแนนจากแบบสอบถาม)

            3. นักศึกษา

            4. อาจารย์

            5. หลักสูตร การเรียนการสอน การประเมินผู้เรียน

            6. สิ่งสนับสนุนการเรียนรู้

               (ข้อ 3 ถึง 5 คิดเป็นค่าคะแนนจาก กระบวนการทำงาน บริหารหลักสูตร โดยไล่ระดับการทำงาน จากคะแนน 0 ถึง 5)

ระบบและกลไก

ระบบ หมายถึง  ระเบียบหรือความเชื่อมโยงของขั้นตอนในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้การปฏิบัติภารกิจหรือกิจกรรมต่างๆ ของหน่วยงานดำเนินการลุล่วงไปได้อย่างราบรื่น เช่น การจัดระบบงานต่างๆ

กลไก  หมายถึง  บุคลากร ทรัพยากร กฎเกณฑ์ กิจกรรม และหน่วยย่อยต่างๆ ที่สนับสนุนเชื่อมโยง ประสานสัมพันธ์ และเอื้ออำนวยให้การดำเนินภารกิจหรือกิจกรรมต่าง ๆ ของหน่วยงาน ดำเนินไปได้อย่างคล่องตัวสม่ำเสมอ และครบวงจรตามระบบที่ได้กำหนดไว้

โดยวิทยากรจะกล่าวถึงภาพรวมของเกณฑ์ คะแนนที่แต่ละหลักสูตรได้รับในแต่ละตัวบ่งชี้ ตัวอย่างการเขียนข้อมูลการดำเนินการของหลักสูตรอื่นๆ เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นในการพิจารณาการดำเนินการ

ประเด็นตัวอย่างในการอบรม

องค์ประกอบที่ 3 นักศึกษา  ตัวบ่งชี้ 3.1 การรับนักศึกษา หลักสูตรจะต้องพิจารณาว่าจะเน้นประเด็นใด/ จะสร้างระบบและกลไกออกมาในรูปแบบใด พร้อมทั้ง ทดลองร่างระบบและกลไกเกี่ยวกับ 1) การรับนักศึกษา และ 2) การเตรียมความพร้อมก่อนเข้าศึกษา ทั้งนี้ การอธิบายกระบวนการจะเริ่มจากในระดับมหาวิทยาลัย คณะ จนถึงหลักสูตร เพื่อให้เห็นภาพรวมทั้งระบบ จากความรู้ที่ได้รับสามารถนำไปปรับใช้ในการจัดทำระบบและกลไกในส่วนงานที่เกี่ยวข้องต่อไปได้

จำนวนนักศึกษาเต็มเวลาเทียบเท่า (FTES) ต่อจำนวนอาจารย์ประจำ

 1. จำนวนนักศึกษาเต็มเวลาเทียบเท่า

2. จำนวนอาจารย์ประจำ

สูตรการคำนวณจำนวนนักศึกษาเต็มเวลาเทียบเท่า

 

1.       คำนวณค่าหน่วยกิตนักศึกษา (Student Credit Hours: SCH) คือผลรวมของผลคูณระหว่างจำนวนนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนกับจำนวนหน่วยกิตแต่ละรายวิชาที่เปิดสอนทุกรายวิชาตลอดปีการศึกษา

                                                 สูตร

SCH  =Snici

เมื่อ  ni = จำนวนนักศึกษาที่ลงทะเบียนในวิชาที่ 1

    ci =  จำนวนหน่วยกิตของวิชาที่

 

2. คำนวณค่า FTES โดยใช้สูตรคำนวณดังนี้

    จำนวนนักศึกษาเต็มเวลาเทียบเท่าต่อปี (FTES)

  = Student Credit Hours (SCH) ทั้งปี

จำนวนหน่วยกิตต่อปีการศึกษาตามเกณฑ์มาตรฐานการลงทะเบียนในระดับปริญญานั้นๆ

  

การปรับจำนวนในระหว่างปริญญาตรีและบัณฑิตศึกษา

(กลุ่มสาขาวิชามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์

= FTES ระดับปริญญาตรี +(1.8 x FTES ระดับบัณฑิตศึกษา)

 

 

 

 

สัดส่วนจำนวนนักศึกษาเต็มเวลาต่ออาจารย์ประจำกลุ่มสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์  คือ  25 : 1

แต่ถ้าจำนวนไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน จะต้องนำมาคำนวณหาค่าความแตกต่าง

 

สูตรการคำนวณ

1.คำนวณหาค่าความแตกต่างจากเกณฑ์มาตรฐานและนำมาคิดเป็นค่าร้อยละ

สัดส่วนจำนวนนักศึกษาเต็มเวลาที่เป็นจริง-สัดส่วนจำนวนนักนักศึกษาเต็มเวลาตามเกณฑ์มาตรฐาน x100

สัดส่วนจำนวนนักศึกษาเต็มเวลาตามเกณฑ์มาตรฐาน

2.นำค่าร้อยละจาก ข้อ 1 มาคำนวณ คะแนนดังนี้

          2.1 ค่าร้อยละไม่เกิน ร้อยละ 10  คิดเป็น 5 คะแนน

          2.2 ค่าร้อยละเกิน ร้อยละ 20      คิดเป็น 0 คะแนน

          2.3 ค่าร้อยละตั้งแต่ 10.01 และไม่เกินร้อยละ 20 ให้นำมาคิดคะแนน ดังนี้

           คะแนนที่ได้ = (20-ค่าร้อยละที่คำนวณได้จากข้อ 1) x 5

                                                10

ตัวอย่างการคำนวณ

ตัวอย่างที่ 1

จำนวนนักศึกษาเต็มเวลาเทียบเท่าต่อปี (FTES) ของหลักสูตรหนึ่ง = 24

ค่าความแตกต่างจากเกณฑ์มาตรฐาน = 24-25 x 100

                                          25

               = ร้อยละ -4  ได้คะแนน  5 คะแนน

ตัวอย่างที่ 2

จำนวนนักศึกษาเต็มเวลาเทียบเท่าต่อปี (FTES) ของหลักสูตรหนึ่ง = 28

ค่าความแตกต่างจากเกณฑ์มาตรฐาน = 28-25 x 100

                                          25

               = ร้อยละ 12 

          แปลงค่าความแตกต่างเป็นคะแนน เท่ากับ 20-12 =

              ได้คะแนน = 8 x 5  = 4

 

                             10

1.ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการชั่วคราว

 

ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการชั่วคราว(ภาระกิจอื่น เช่น ประชุมชี้แจง )

 

ค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทาง (ม.16)

 

การนับเวลา

 

ออกจากที่พักอยู่หรือที่ทำงานปกติจนกลับถึงที่อยู่หรือที่ทำงานปกติ

 

กรณีพักแรม 24 ชม.เป็น 1 วัน เศษเกิน 12 ชม.นับเป็น 1 วัน (ไม่มีเบี้ยเลี้ยงครึ่งวัน)

 

กรณีไม่พักแรมเศษเกิน 12 ชม เป็น 1 วัน เกิน 6 ชม.นับเป็นครึ่งวัน

 

กรณีเดินทางล่วงหน้าเนื่องจากลากิจ/พักผ่อน ก่อนปฏิบัติราชการให้นับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติราชการ

 

กรณีไม่เดินทางกลับหลังจากปฏิบัติราชการเสร็จสิ้นเนื่องจากลากิจ/พักผ่อน ให้นับถึงสิ้นสุดเวลาปฏิบัติราชการ

 

อัตราเบี้ยเลี้ยงเดินทาง (เหมาจ่าย)

 

240 บาท/วัน (ชั้นปฏิบัติการ)

 

270 บาท/วัน (ชั้นทักษะพิเศษ)

 

 

ค่าเช่าที่พัก (ม.17) (เลือกพักได้2แบบ คือ แบบเหมาจ่ายและแบบจ่ายจริง)

 

เบิกได้กรณีจำเป็นต้องพักแรม ยกเว้นพักแรมในยานพาหนะ หรือ ทางราชการจัดที่พักให้

 

ท้องที่ที่มีค่าครองชีพสูง/เป็นแหล่งท่องเที่ยว หน.ส่วนราชการอนุมัติให้เบิกค่าเช่าที่พักเพิ่มได้ไม่เกิน 25%ของอัตราที่กำหนด(เฉพาะแบบจ่ายจริง)

 

อัตราค่าเช่าที่พักแบบ(เหมาจ่าย)

 

ไม่เกิน 800 บาท/คน/วัน (ชั้นปฏิบัติการ)

 

ไม่เกิน 1,200 บาท/คน/วัน (ชั้นทักษะพิเศษ)

 

ค่าเช่าที่พัก (จ่ายจริง)

 

ห้องเดี่ยว 1,500 บาท/คน/วัน ห้องเดี่ยว หรือ 850 บาท/คน/วัน ห้องคู่ (ชั้นปฏิบัติการ)

 

ห้องเดี่ยว 2,200 บาท/คน/วัน ห้องเดี่ยว หรือ  1,200 บาท/คน/วัน ห้องคู่ (ชั้นทักษะพิเศษ)

 

ห้องเดี่ยว 2,500 บาท/คน/วัน ห้องเดี่ยว  หรือ 1,400 บาท/คน/วัน ห้องคู่ (ชั้นทรงคุณวุฒิ)

 

 

ค่าพาหนะ รวมถึงค่าเช่ายานพาหนะ/ค่าเชื้อเพลิง-พลังงาน

 

ยานพาหนะประจำทาง  รถไฟ รถโดยสารประจำทาง เรือกลประจำทาง รวมถึงยานพาหนะอื่นใดที่ให้บริการขนส่งแก่บุคคลทั่วไปเป็นประจำ

 

พาหนะส่วนตัว รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ส่วนบุคคล

 

ปกติให้ใช้ยานพาหนะประจำทางและเบิกจ่ายที่จ่ายจริง โดยประหยัด

 

การเดินทางโดยรถไฟ รถด่วน หรือ ด่วนพิเศษชั้น 1 นั่งนอน ปรับอากาศ(บนอ.ป)เบิกได้เฉพาะข้าราชการประเภททักษะพิเศษ ขึ้นไป

 

 

ค่าพาหนะรับจ้าง ข้าราชการประเภทบริหาร อำนวยการขึ้นไปจึงสามารถเบิกได้  ข้าราชการตำแหน่งนอกเหนือจากนี้ จะเบิกได้ต้องมีสัมภาระหรือสิ่งของเครื่องใช้ของทางราชการ

 

ไปกลับระหว่างสถานที่อยู่ที่พัก สถานที่ปฎิบัติราชการ กับสถานียานพาหนะประจำทาง ภายในเขตจังหวัดเดียวกัน กรณีข้ามเขตจังหวัด เขตติดต่อ กทม.หรือผ่านกทม ไม่เกินเทียวละ 600 บาทและเขตติดต่อจังหวัดอื่นไม่เกินเที่ยวละ 500 บ.

 

ไปกลับระหว่างสถานที่อยู่ ที่พัก สถานที่ปฎิบัติราชการ  ภายในจังหวัดเดียวกัน วันละไม่เกิน 2 เที่ยว(ยกเว้นเดินทางไปสอบคัดเลือกหรือรับการคัดเลือก)

 

พาหนะส่วนตัว(ม.25)

 

ต้องได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาจึงจะมีสิทธิเบิกเงินชดเชย

 

อัตราเงินชดเชย รถยนต์ กิโลเมตรละ 4 บาท /รถจักรยานยนต์ กิโลเมตรละ 2 บาท

 

คำนวณระยะทางตามเส้นทางกรมทางหลวง/หน่วยงานอื่น

 

 

ค่าเครื่องบิน (ม.27)

 

หลักฐานการเบิกค่าเครื่องบิน

 

กรณีมีหนังสือให้บริษัทออกบัตรโดยสารให้ก่อนให้ใช้ใบแจ้งหนี้เป็นหลักฐานในการเบิกเงิน

 

กรณีจ่ายเป็นเงินสดให้ใช้หลักฐาน เป็นใบเสร็จรับเงินและกากตัวโดยสาร

 

กรณีซื้อ E-Ticket ให้ใช้ใบรับเงินที่แสดงรายละเอียดการเดินทาง(Itinerary Receipt)

 

ตามหนังสือกระทรวงการคลังด่วนที่สุด 0408.4/ว165 ลงวันที่ 22 ธ.ค.59 สามารถใช้ใบเสร็จรับเงินตัวแทนจำหน่ายในการเบิกจ่ายได้ และต้องพิมพ์ออกจากระบบอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น

 

ค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็นต้องจ่ายเนื่องในการเดินทางไปราชการ

 

นิยาม

 

จำเป็นต้องจ่าย หากไม่จ่าย ไม่อาจเดินทางถึงจุดหมายแต่ละช่วงที่เดินทาง

 

ไม่มี กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ กำหนดไว้เฉพาะ

 

ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเนื้องานที่ปฏิบัติ

 

 

2.ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม การจัดงาน และการประชุมระหว่างประเทศ

 

ระเบียบที่ใช้บังคับ

 

ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมการจัดงาน และการประชุมระหว่างประเทศ พ.ศ.254

 

ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมการจัดงาน และการประชุมระหว่างประเทศ(ฉบับที่ 2)พ.ศ.2552

 

ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมการจัดงาน และการประชุมระหว่างประเทศ (ฉบับที่ 3)พ.ศ.2555
ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม:อบรม ประชุม/สัมมนา (วิชาการเชิงปฏิบัติการ) บรรยายพิเศษ ฝึกศึกษา ฝึกงาน ดูงาน หรือเรียกชื่ออย่างอื่น ทั้งในและต่างประเทศ มีโครงการ/หลักสูตร ช่วงเวลาที่ชัดเจนที่แน่นอน เพื่อพัฒนาบุคคล/เพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน ไม่มีการรับปริญญา /ประกาศนียบัตรวิชาชีพ
*ไม่ใช่หลักสูตรการเรียนการสอน การศึกษาต่อ ไม่ใช่การประชุมหารือ ประชุมคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการคณะทำงาน
ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมแบ่งเป็น 3 ประเภท
1.การฝึกอบรมประเภท ก.:ผู้เข้ารับการฝึกอบรมเกินกึ่งหนึ่งเป็นบุคลากรของรัฐ ซึ่งเป็นข้าราชการตำแหน่ง

  ประเภททั่วไป ระดับ ทักษะพิเศษ

  ประเภทวิชาการ ระดับเชี่ยวชาญ ,ระดับผู้ทรงคุณวุฒิ

  ประเภทอำนวยการ ระดับสูง

  ประเภทบริหาร ระดับต้น ,ระดับสูง

 

2. การฝึกอบรมประเภท ข ผู้เข้ารับการฝึกอบรมเกินกึ่งหนึ่งเป็นบุคลากรของรัฐ ซึ่งเป็นข้าราชการตำแหน่ง
ประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติการ,ระดับชำนาญงาน,ระดับอาวุโส
ประเภทวิชาการ ระดับปฎิบัติการ ,ระดับชำนาญการ,ระดับชำนาญการพิเศษ
ประเภทอำนวยการ ระดับต้น
3. การฝึกอบรมบุคคลภายนอก ผู้เข้าร่วมอบรมเกินกึ่งหนึ่งมิใช่บุคลากรของรัฐ
บุคคลที่จะเบิกค่าใช้จ่ายได้
1. ประธานในพิธีเปิด-ปิด แขกผู้มีเกียรติและผู้ติดตาม
2. เจ้าหน้าที่
3.วิทยากร
4.ผู้เข้ารับการฝึกอบรม
5.ผู้สังเกตการณ์
 
การเบิกจ่ายมี 2 ลักษณะ
1. กรณีส่วนราชการเป็นผู้จัดการอบรม (อธิบายในคราวต่อไป)
2. กรณีเป็นค่าใช้จ่ายของผู้เข้าร่วมการฝึกอบรม ในการส่งบุคลากรเข้ารับการฝึกอบรมให้ส่วนราชการต้นสังกัดอนุมัติเฉพาะผู้ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวข้องหรือเป็นประโยชน์ต่อส่วนราชการนั้น ตามจำนวนที่เหมาะสม คำนึงถึงความจำเป็นและเหมาะสมในการปฏิบัติงาน
ค่าลงทะเบียน เบิกเท่าที่จ่ายจริง
เบี้ยเลี้ยง ค่าที่พัก ค่าพาหนะในการเดินทางเข้ารับการฝึกอบรม
ถ้าค่าลงทะเบียนรวมไว้หมดแล้ว หรือผู้จัดออกให้ทั้งหมดต้องงดเบิก
ถ้าค่าลงทะเบียนไม่รวมค่าใช้จ่ายดังกล่าว หรือผู้จัดไม่จัดอาหาร ที่พัก ยานพาหนะให้ ผู้เข้ารับการฝึกอบรมเบิกในส่วนที่ไม่ได้ออกให้ตามพระราชกฤษฎีกาค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ ยกเว้น ค่าเช่าที่พักเบิกตามระเบียบ
ค่าเช่าที่พักในการฝึกอบรมในประเทศ(บาท:วัน:คน)
ประเภทการฝึกอบรม ค่าเช่าห้งอพักคนเดียว ค่าเช่าห้องพักคู่

1. การฝึกอบรมประเภท ก

2.การฝึกอบรมประเภท ข

3.การฝึกอบรมบุคคลภายนอก

1.ไม่เกิน 2,400.-บาท

2.ไม่เกิน 1,450.-บาท

3. ไม่เกิน1,200.-บาท

1.ไม่เกิน 1,300.-บาท

2. ไม่เกิน 900.-บาท

3. ไม่เกิน 750.-บาท

ค่าพาหนะ จ่ายจริงตามสิทธิข้าราชการ
ประเภททั่วไป ระดับปฎิบัติงาน (ห้ามเบิกค่าเครื่องบิน)
ค่าเบี้ยเลี้ยง กรณีการฝึกอบรมมีการจัดอาหาร
ให้นับเวลาตั้งแต่ออกจากที่อยู่/ที่ทำงาน จนกลับถึงที่อยู่/ที่ทำงาน
24 ชม.คิดเป็น 1 วัน หรือเกินกว่า 12 ชม. คิดเป็น 1 วัน
ให้หักค่าเบี้ยเลี้ยงที่คำนวณได้มื้อละ 1 ใน 3 ของอัตราเบี้ยเลี้ยงเดินทางเหมาจ่าย
 

 

Flowchart is created for presenting the process or steps of our work. It is also a tool used for gathering and organizing our thought to be clear in planing the working procedures. 

Types of Flowchart

1. System flowchart  is  used for showing the procedures of the system,media,data processing, and workflow.

2. Program flowchart  is used for showing the procedures of program instruction in order  to make a plan or gather ideas in order to create a program displaying the instruction step by step.

Flowchart Symbols

1.  Terminator

2.  Data (Input/Output)

3. Decision

4. Process

5.  Document

6. On-page reference

7.  Off-page reference

8. Arrow

Learn & share

1. To use Microsoft Visio 2013 to create a correct flowchart relevant to my own main job.

2. To apply the completed and informative flowchart effectively and practically. 

 ประโยชน์ที่ได้รับจากการอบรม

หัวข้อการปรับยุทธศาสตร์การกำกับดูแลและสนับสนุนสถาบันอุดมศึกษา (Reprofiling)
             1.ได้ทราบแนวการบริหารจัดการของมหาวิทยาลัย เพื่อรองรับโลกของระบบดิจิตอล ในอนาคตการจะรับนักศึกษาต้องดูสภาพความพร้อมของมหาวิทยาลัย สอดคล้องกับนโยบายการบริหารประเทศ ทั้งสายวิชาการสายและสายสนับสนุน จะต้องมีความพร้อมทั้งในด้านหลักสูตรที่ต้องตอบสนองต่อตลาดแรงงาน เพราะบัณฑิตที่จบไปต้องมีงานทำตรงกับสายงานที่เรียน                                                                                                                    
             2.คณะและหลักสูตร อาจารย์ผู้สอน ต้องสร้างบัณฑิตที่ตอบโจทย์ของตลาดแรงงาน เช่น ถ้าสาขาใด สอนเกี่ยวกับการสอบเข้ารับราชการ นักศึกษาที่จบก็ต้องสามารถสอบภาค ก. ผ่านไม่ต่ำกว่า 30%  หากการเรียนการสอนไม่สอดคล้องกับตลาดแรงงานหรือหลักสูตรไม่สอดคล้องกับนโยบายความต้องการของประเทศควรมีการปรับเปลี่ยน เช่น ปิดหลักสูตรนั้น                                                                                         
            3.ด้านสายสนับสนุนการเรียนการสอน ต้องมีการปรับเปลี่ยนให้ทันต่อโลกอาเซียน อาคารเรียน ห้องเรียนต้องทันต่อโลกเทคโนโลยีดิจิตอล ต้องมีการเตรียมความพร้อมตลอดเวลากับโลกที่เปลี่ยนไปเร็ว