สัมมนาความร่วมมือระหว่างห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษา ครั้งที่ 31 มนุษยศาสตร์ดิจิทัล :

เทคโนโลยีดิจิทัลในการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สารสนเทศด้านมนุษยศาสตร์

ระหว่างวันที่ 2-4 ธันวาคม 2558 ณ โรงแรมเซนทารา  ขอนแก่น

การสัมมนาความร่วมมือระหว่างห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาฯ  ทำให้ทราบว่าโลกในยุคปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปมากมาย รวมทั้ง เทคโนโลยีที่มีการพัฒนามากขึ้น  มีการแข่งขันกันสูงขึ้น วิถีชีวิตของยุคสมัยและคนรุ่นเก่าเริ่มหายไปอย่างสิ้นเชิง คลังความรู้ที่ผ่านหนังสือที่จับต้องได้แบบกระดาษ เริ่มตกยุค เพราะไม่สอดรับกับไลฟ์สไตล์ของคนยุคออนไลน์และโซเซียลมีเดีย

การปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงของยุคดิจิทัลกำลังเกิดขึ้น โดยเฉพาะเด็ก วัยรุ่น และคนในวัยทำงานที่กำลังเปลี่ยนไปสู่ยุคการอ่านทุกสิ่งทุกอย่างผ่านเครื่องมือสื่อสาร อย่างสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต แฟบเล็ต ที่บรรจุหนังสือเป็นไฟล์ดิจิทัลได้มากมาย

การคงอยู่ของห้องสมุด ต้องตื่นตัวในการสร้างนวัตกรรมสำหรับทุกๆงานของห้องสมุด ไม่ว่าจะเป็นด้านจัดหา การแค็ตตาล็อก การสืบค้น และการบริการด้านต่างๆ รวมทั้งการนำสื่อดิจิทัลมาใช้แทนทรัพยากรแบบเก่ารวมไปถึงการสร้างสื่อและเทคโนโลยีต่างๆ รวมถึงการสร้างเครือข่ายจากทั่วโลก เพื่อให้บริการทางการศึกษาและค้นคว้าความรู้อย่างครบวงจร

การเปลี่ยนแปลงเพื่อนำไปสู่ห้องสมุดของอนาคต มี 2 เรื่อง คือ

1. บทบาทของห้องสมุด

2. รูปแบบและการจัดการพื้นที่ห้องสมุด

ส่วนการปรับตัวจะประสบความสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ 3 เรื่องคือ

1. ความเข้าใจและเท่าทันต่อความก้าวหน้าของโลกดิจิทัลและขอมูลของสารสนเทศที่มีอยู่มากมาย

2. การเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการที่หลากหลายของผู้ใช้บริการ

3. การปรับมุมมองวิธีคิดในการบริการจัดการพื้นที่ของห้องสมุด

ควรมีการปรับหรือออกแบบห้องสมุด ที่ตอบสนองความต้องการและรูปแบบชีวิตใหม่ โดยเชื่อมโยงกับแนวคิดบ้านหลังที่ 3 ซึ่งหมายถึง พื้นที่สาธารณะแบบเปิดระหว่างที่ทำงานกับที่พักส่วนตัว เป็นทั้งห้องนั่งเล่น หรือพื้นที่ที่สามารถให้คนรุ่นใหม่ได้พบปะสังสรรค์กันได้

 

 

โครงการอบรมภาษาอังกฤษเพื่อการปฏิบัติงานสำหรับบุคลากร

ระหว่างวันที่ 24 ส.ค.-4 ก.ย. 58

 อาคาร 7 รอบ และห้องพิบูลมังสาหาร ชั้น 3 สำนักงานอธิการบดี

 

เป็นการอบรมที่วัดทักษะทั้งหมดทางด้านภาษา นั่นคือ การฟัง (Listening) การอ่าน (Reading) การเขียน (Writing) และการพูด (Speaking) การทดสอบการพูดเป็นการสัมภาษณ์ตัวต่อตัวกับผู้สอน

รายละเอียดที่อบรม

Listening  การฟังแบบในชีวิตประจำวันและเชิงวิชาการ การพูดโทรศัพท์ การสั่งอาหาร  การบรรยายสั้นๆ

คำถาม มีได้ตั้งแต่ ถามเบอร์โทรศัพท์ ชื่อถนน เมนูอาหาร

คำตอบ เป็นแบบเขียนตอบทั้งหมด อาจจะมีเติมคำในรูปภาพหรือตาราง เติมคำในประโยค เรียงลำดับ หรือแบบปรนัย

มีฝึกทำข้อสอบโดยการจับเวลา เขียนคำตอบลงในกระดาษคำถามก่อน หลังจากฟังจบ

 

Reading  มีทั้งบทความที่เป็นข่าวและบทความเชิงวิชาการ เรื่องราวทั่วไป ไม่ยาวมากเช่นสุขภาพ เรื่องอาหาร  

          เป็นต้น

ลักษณะคำถามคำตอบ เป็นแบบเขียนตอบ เช่น เติมคำ ในประโยค Matching True/False/Not Given เรียงลำดับ หรือแบบปรนัย

มีฝึกทำข้อสอบโดยการจับเวลา เวลาทำข้อสอบ ให้อ่านบทความแบบ Skim/Scan ก่อนหนึ่งรอบเพื่อดูคร่าวๆ ว่าเนื้อหาสาระมีอะไรบ้าง แล้วไปอ่านคำถาม จะได้กลับมาหาคำตอบได้ถูกจุด

 

Writing

          เป็นการ เขียน response กับข้อมูลที่โจทย์ให้มา ต้องเขียนตอบไม่น้อยกว่า 50 -150 คำ ซึ่งมีการกำหนดเวลาให้

          การเขียนใช้ tense ธรรมดา Present Simpletense, Past Simple tense และ Present Perfect tense รวมทั้งการใช้ transition words, compare and contrast words มีการตรวจคำผิด

 

Speaking

          Examiner จะพูดคุยกับแบบสบายๆ ให้แนะนำตัวเอง สถานที่ทำงาน ครอบครัว เรื่องอาหาร เช่นคำถามว่าทานอาหารกลางวันอะไร ชอบทำงานอดิเรกอะไร มี key question

 

เป้าหมายดังกล่าว คือการจัดสอบวัดระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษและการจัดอบรมภาษาอังกฤษให้แก่พนักงานซึ่งจะช่วยพัฒนาความสามารถด้านภาษาอังกฤษของพนักงานของมหาวิทยาลัย รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้สูงขึ้น นอกจากนี้ยังใช้ผลการพัฒนานี้ประกอบในการพิจารณาเลื่อนระดับพนักงานตำแหน่งวิชาชีพอื่นๆ อีกด้วย

 

ผู้ร่วมอบรม คือ น.ส.กชพรรณ  บุญฉลวย

 

เรื่อง อบรมเชิงปฎิบัติการการใช้ข้อมูลด้านการประกันคุณภาพ CHE QA Online ระดับหลักสูตร

ระหว่างวันที่  27 , 30  ต.ค. 2558

  สำนักคอมพิวเตอร์และเครือข่าย / คณะบริหารศาสตร์

 ความเป็นมาของระบบฐานข้อมูลด้านสำนักงานประกันคุณภาพการศึกษา ระบบ CHE QA Online

สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยนเรศวร ได้พัฒนาระบบฐานข้อมูลด้านการประกันคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษา (CHE QA Online) เพื่อให้เป็นระบบฐานข้อมูลกลางด้านประกันคุณภาพการศึกษาของสถาบัน ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการกำหนดนโยบาย แผนงาน และการส่งเสริมการดำเนินงานด้านการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถาบันได้อย่าง มีประสิทธิภาพ และมีประสิทธิผลรวมทั้งอำนวยความสะดวกแก่สถาบัน ในการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลด้านการประกันคุณภาพ การจัดทำรายงานการประเมินตนเอง(SAR) และรายงานประจำปี(Annual Report) ซึ่ง สกอ. ได้กำหนดให้ทุกสถาบันอุดมศึกษาดำเนินการในการจัดทำรายงานการประเมินตน เอง(SAR) ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ CHE QA Online อย่างเต็มรูปแบบในปีการศึกษา 2551 และให้มีการจัดส่งรายงานการประเมินตนเอง(SAR) พร้อมผลการตรวจประเมินฯ ด้วยวิธีออนไลน์ไปยัง สกอ.  ภายในวันที่ 30 กันยายน ของทุกปีการศึกษา

   

CHE QA Online (Commission on Higher Education Quality Assessment online system)  

      คือ ระบบฐานข้อมูลด้านการประกันคุณภาพการศึกษา ระบบ CHE QA Online เป็นระบบที่ใช้ในการจัดทำ รายงานการประเมินตนเอง(SAR)” ในระดับสถาบัน คณะและหน่วยงาน โดยสถาบันและทุกหน่วยงานจะต้องบันทึกข้อมูลต่างๆ ลงในระบบฐานข้อมูล CHE QA Online ที่ สกอ. ได้กำหนดไว้ และผู้ตรวจประเมินคุณภาพการศึกษาภายในจะตรวจประเมินฯ โดยใช้สิทธิ์ Assessor ของระบบ CHE QA Online ซึ่งภายหลังจากการตรวจประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน ประธานผู้ตรวจประเมินคุณภาพการศึกษาภายในระดับสถาบัน จะเป็นผู้ออนไลน์ส่งข้อมูล รายงานการประเมินตนเองและผลการตรวจประเมินการประกันคุณภาพการศึกษาภายในเฉพาะระดับสถาบันและคณะไปยังฐานข้อมูลกลางของ สกอ.

 

 ในการอบรมจะมีหัวข้ออบรม เกี่ยวกับการกรอกข้อมูล  input ของหมวดที่ 1 - หมวดที่ 8 การกรอกข้อมูลการประเมินตัวบ่งชี้ระดับหลักสูตร ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ รวมทั้งการรายงาน ผลการประเมิน ซึ่งทำให้เราสามารถนำมาพัฒนางานและมีข้อดี ดังนี้

1. ทำให้ทราบระบบฐานข้อมูลด้านประกันคุณภาพการศึกษา สามารถกรอกข้อมูล ระบบ CHE QA Online ระดับหลักสูตร

2. ทำให้มีความรู้ ความเข้าใจในการใช้งานโปรแกรมสําเร็จรูป CHE QA Online System  รวมถึงบทบาทและหน้าที่หลักของผู้เกี่ยวข้อง

3. ทำให้มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับตัวบ่งชี้ และเกณฑ์การประเมินคุณภาพการศึกษาภายในใหม่

ผู้ร่วมอบรม ดังนี้

1.น.ส.มิณฑิตา   โสภา           2. นางละอองดาว  เพชรแก้ว                3. นางวรัคศิริ  โหตระไวศยะ

4. น.ส.กิตติญา  พรหมพา       5. นางวรารัตน์ พรหมสาขา ณ สกลนคร     6. น.ส.อัญญรินทร์  ทาสา

7. นางปาณฑรา  ศิริทวี         8. นางโสภาวรรณ  เหล่าบุตรดี               9. น.ส.พัทนี  เจริญทัสน์

10. นายชัชฎาภรณ์  จำปาจูม   11. นางฐิตินันท์  ภูนิคม                     12. นายมงคลชัย  ล้อมวงษ์

13. นายวิชชุภงค์  ลิมปิทีปราการ  14. นางพัชรี  ลิมปิทีปราการ

 

 

 

การเขียนบรรณานุกรมเพื่อแสดงจริยธรรม อ้างอิงแหล่งที่มาของบทความ หรือแหล่งข้อมูลมีหลายระบบด้วยกัน แต่ที่เป็นที่นิยมกันในด้านภาษาศาสตร์และสังคมศาสตร์ก็คือระบบ การเขียนบรรณานุกรมระบบAPA (American Psychological Association)  ในปัจจุบันกำหนดรูปแบบมาตรฐานเป็นฉบับพิมพ์ครั้งที่ 6 โดยมีกรรมการมาจากกลุ่มวิชาชีพต่างๆ เพิ่มมากขึ้นโดยมีรูปแบบการเขียนข้อมูลต่างกันไป ปัจจุบัน กำหนดให้รุบุชื่อผู้เขียน สูงสุด ถึง 8 คน และกำหนดให้เขียนข้อมูลอื่นๆ ตามประเภทของแหล่งข้อมูล เช่น หนังสือ วิทยานิพนธ์ หนังสือพิมพ์ วารสาร เป็นต้น

คณะทำงานฝ่ายวิชาการ การสัมมนา Pulinet วิชาการ ครั้งที่ 3 ได้จัดทำตารางสรุปแนวทางการเขียนบรรณานุกรมอย่างง่ายไว้ เป็นการสรุปวิธีการเขียนบรรณานุกรมที่ดูแล้วเข้าใจได้ง่าย สามารถดาวน์โหลดได้ตาม URL นี้ http://medinfo2.psu.ac.th/psychiatry/My%20site/data/ref/APA_6th_ed.pdf

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สรุปกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ก้าวที่สาม การตรวจสอบเอกสารการสอน เพื่อขอตำแหน่งทางวิชาการ

วันจันทร์ที่  20  กรกฎาคม  2558  เวลา  13.00-16.00  น. 

ณ  ห้องประชุมดอกจาน 4 คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

 

ประเด็นการแลกเปลี่ยน

-                    ตรวจสอบเอกสารการสอน ที่ผู้เข้าร่วมนำข้อมูลมาแลกเปลี่ยน 

-                    การจัดทำเอกสารประกอบการสอนหรือเอกสารคำสอนต้องจัดทำให้เป็นไปตามรูปแบบที่กำหนดไว้ใน เอกสารแนบท้ายประกาศ ก.พ.อ.

-                    เนื้อหาและการนา เสนอเนื้อหา ควรนำเสนอความรู้ใหม่ ที่ มีความถูกต้อง ความทันสมัย ความสมบูรณ์ เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายที่ใช้เอกสารประกอบการสอนนั้น  การนา เสนอเนื้อหา มีวิธีการนำเสนอ โดยการบรรยาย อธิบาย การอ้างเหตุผล การใช้

-                    ภาษาที่เป็นภาษาวิชาการที่ดี กะทัดรัด ชัดเจน อ่านง่าย รวมทั้งมีเครื่องมือช่วยอธิบาย เช่น ภาพประกอบ ตาราง แผนภูมิแผนภาพ แผนที่ ที่เหมาะสม ช่วยเพิ่มความเข้าใจและความน่าสนใจ

-                    ส่วนประกอบและรูปเล่มของเอกสารประกอบการสอน ประกอบด้วยส่วนนำ ส่วนเนื้อหาและส่วนท้ายและในแต่ละส่วนมีรายละเอียด  ส่วนนำ ประกอบด้วย ใบรองปก หน้าปกใน คำนำ สารบัญ และแผนการเรียนรู้หรือแผนการสอน

-                     ส่วนเนื้อหาแบ่งเป็นบทและเรื่อง  ส่วนท้าย ประกอบด้วย บรรณานุกรม และภาคผนวก ถ้ามี

-

รายชื่อผู้เข้าร่วม

1.               ผศ.ดร.วัชรี ศรีคำ

2.               ผศ.ชญานนท์ แสงศรีจันทร์

3.               ผศ.ดร.ชมพูนุท ธารีเธียร

4.               อ.มิตต ทรัพย์ผุด

5.               ดร.ปิ่นวดี ศรีสุพรรณ

6.               ดร.วรรณพรรธน์ เรืองทรัพย์

7.               นางวรัครศิริ โหตระไวศยะ

8.               นางสาวปิยะนุช สิงห์แก้ว

 

 

สรุป กิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้  การทำวิจัยเพื่อนำมาขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการ”
วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 ณ ห้องดอกจาน 4 คณะศิลปศาสตร์  มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
เวลา 13.30- 16.00 น.

โดย ผศ.ดร. ธนพรรณ ธานี  และ นางกาญจนา สาธร

 

ประเด็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการ

  1. หลักเกณฑ์การขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการ
  2. สภาพปัญหาการขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการ
  3. "การทำวิจัยเพื่อนำมาขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการ" 
  4. แนวปฏิบัติที่ดีของคณะศิลปศาสตร์ การทำวิจัยเพื่อนำมาขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการ
  5. การเผยแพร่แนวปฏิบัติที่ดีของ การทำวิจัยเพื่อนำมาขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการ ของคณะศิลปศาสตร์

สภาพปัญหาการขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการ

-          ปัญหาที่พบคือ จริยธรรม คัดลอกของคนอื่นมาแล้วไม่อ้างอิง คัดลอกผลงานตัวเองหรือวิทยานิพนธ์ของตัวเองแล้วไม่อ้างอิง คัดลอกผลงานนักศึกษา

-          หลักฐาน การรวบรวมเอกสารประกอบ

-          การขอตำแหน่งที่สูงขึ้น ผศ. รศ. ต้องเป็นสาขาเดียวกัน ดังนั้น การขอตำแหน่งควรเป็นสาขาวิชาที่กว้าง

-          รายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิฯ ที่จะพิจารณาผลงานว่าเชี่ยวชาญสาขา

 

แนวปฏิบัติที่ดีของคณะศิลปศาสตร์ การทำวิจัยเพื่อนำมาขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการ

-          การยื่นงานวิจัย ให้ยื่นเป็นรายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์

-          ดำเนินการรวดเร็ว

-          เสนอให้มีแบบฟอร์ม

 

การเผยแพร่แนวปฏิบัติที่ดีของ การทำวิจัยเพื่อนำมาขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการ ของคณะศิลปศาสตร์

-         ลงแนวปฏิบัติที่ดีในเว็บไซต์ งานวิจัย คณะศิลปศาสตร์

 

ผลการอบรมที่ได้รับ

1.ได้รับทราบแนวปฏิบัติใหม่ที่จะนำมาใช้ในการปฏิบัติงาน

2.ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานกับผู้ปฏิบัติงานประเภทเดียวกัน

3.มีความเข้าใจในแนวปฏิบัติในการปฏิบัติงานประจำมากยิ่งขึ้น

สรุปกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การเตรียมตัวเพื่อประเมินการสอน เพื่อขอตำแหน่งทางวิชาการ

วันศุกร์ที่  12  เดือนมิถุนายน  2558  เวลา  15.00-16.30  น.  

ณ  ห้องประชุมดอกจาน 4 คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

 

ประเด็นการแลกเปลี่ยน

-                    การประเมินการสอนและผลงานทางการสอน

ผู้เสนอขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการจะต้องมีชั่วโมงสอนประจำวิชาหนึ่งที่กำหนดไว้ในหลักสูตรของมหาวิทยาลัยที่สังกัด และเสนอเอกสารการสอนที่ผลิตขึ้นตามภาระงานสอน ในกรณีที่ผู้ขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการได้ดำเนินการสอนหลายวิชา ซึ่งแต่ละวิชานั้นมีผู้สอนร่วมกันหลายคน จะต้องเสนอผลงานทางการสอนในหัวข้อที่ผู้ขอกำหนดตำแหน่งเป็นผู้สอน และให้ใช้ประกอบการสอนมาแล้ว

-                    แบบประเมินผลการสอน หัวข้อการประเมิน

1. มีการวางแผนการสอนอย่างเป็นระบบเพื่อให้ผลการสอนเป็นไปตามจุดมุ่งหมายที่วางไว้ โดยเสนอ เอกสารประกอบการสอน หรือเอกสารคำสอน (ตามคำนิยาม รูปแบบ การเผยแพร่และลักษณะคุณภาพ)

2. มีความสามารถสอนให้ผู้เรียนรู้จักคิด วิเคราะห์วิจารณ์ในวิชาที่สอน

3. มีความสามารถในการใช้เทคนิควิธีการสอนต่าง ๆ  เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความสนใจและคิดตามการสอนตลอดเวลา และให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ เช่น ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ยกตัวอย่างสอดแทรกประสบการณ์ ใช้คำถามเพื่อให้ผู้เรียนคิด ตอบคำถามให้เข้าใจได้อย่างชัดเจน

4. มีความสามารถให้ผู้เรียนมองเห็นความสัมพันธ์ของ วิชาที่เรียนกับวิชาอื่นที่เกี่ยวข้อง

5. มีการแนะนำให้ผู้เรียนรู้จักแหล่งข้อมูลที่จะค้นคว้า ศึกษาเพิ่มเติม

6. มีการจัดให้ผู้เรียนแสดงความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ตามความเหมาะสม

7. มีความสามารถในการใช้สื่อการสอน และอุปกรณ์ช่วยสอนที่เหมาะสมเป็นอย่างดี

8. มีความสามารถในการประเมินความรู้ความเข้าใจของผู้เรียนในวิชาที่สอน เช่น  คำถามที่ตรงจุดมุ่งหมาย  

9. มีจรรยาบรรณของการเป็นอาจารย์ ตามประกาศ ก.พ.อ. ได้แก่ ยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้อง ชื่อสัตย์และรับผิดชอบ โปร่งใสตรวจสอบได้ ไม่เลือกปฏิบัติ อย่างไม่เป็นธรรม

-                    แบบประเมินเอกสารประกอบการสอน หรือเอกสารคำสอน หัวข้อการประเมิน

1. ความถูกต้องและความทันสมัยของ เนื้อหา

2. ความครอบคลุมรายวิชา หรือหลักสูตร

3. การจัดลำดับเนื้อหา

4. รูปแบบในการเขียน

5. การศึกษาค้นคว้าเอกสารประกอบการ สอน หรือเอกสารคำสอน

6. ความถูกต้องในการใช้ภาษา

7. การเสนอแนวคิดของตนเอง

8. คุณค่าของเอกสารประกอบการสอนหรือเอกสารคำสอน

 

 

รายชื่อผู้เข้าร่วม

1.               รศ.ดร.กนกวรรณ มะโนรมย์

2.               ผศ.ดร.วัชรี ศรีคำ

3.               ผศ.ชญานนท์ แสงศรีจันทร์

4.               ดร.จุฬามาศ สุวรรณบูล

5.               อ.ธีระพล อันมัย

6.               ดร.เนตรดาว เถาถวิล

7.               ดร.ราม ประสานศักดิ์

8.               ดร.ณัฎฐ์ชวัล โภคาพานิชวงษ์

9.               ดร.ปริวรรต สมนึก

10.        ผศ.ดร.ชมพูนุท ธารีเธียร

11.        อ.เสนาะ เจริญพร

12.        อ.นพพร ช่วงชิง

13.        ผศ.ดร.พิสิทธิ์ กอบบุญ

14.        อ.พุทธราช มาสงค์

15.        อ.ฐิตารัตน์ พันธุ์ชนะ

16.        นางสาวปิยะนุช สิงห์แก้ว

 

 

สรุปกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ก้าวแรกของการขอตำแหน่งทางวิชาการ การกรอกข้อมูลใน ก... 03

วันพฤหัสบดีที่จันทร์ที่  28 พฤษภาคม 2558  2558  เวลา  10.00-12.00  น.

ณ  ห้องประชุมดอกจาน 3 คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

 

ประเด็นการแลกเปลี่ยน

-                    การขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการ โดยวิธีปกติ ผู้ประสงค์ขอตำแหน่งทางวิชาการควรดูรายละเอียดโดยพิจารณาจากคุณสมบัติดังนี้ 1. คุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง (ระยะเวลาในการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง) 2. ผลการประเมินการสอนและผลงานทางการสอน 3. ผลงานทางวิชาการตามเกณฑ์ที่ ก.พ.อ. หรือมหาวิทยาลัยกำหนด 4. จริยธรรมและจรรยาบรรณทางวิชาการในการเสนอผลงานทางวิชาการ

          ลำดับแรกในการขอตำแหน่งทางวิชาการ ผู้เสนอขอควรตรวจสอบว่ามีคุณสมบัติครบหรือไม่ พิจารณาจาก ถ้าขอตำแหน่ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ในกรณีที่จบปริญญาเอกมาอย่างน้อย 2 ปี จบปริญญาโทอย่างน้อย 5 ปี จบปริญญาตรีอย่างน้อย 9 ปี ในกรณีที่จบปริญญาโท 3 ปี แล้วไปเรียนต่อ มีการคำนวณ โดยการเอาสัดส่วนปริญญาโท 3 หาร 5 ปี ตามเกณฑ์ และสมมติว่าจบปริญญาเอกมา 1 ปี ก็จะหาร 2 ปี ถ้านำทั้งสองสัดส่วนมารวมกันแล้วมีค่าเท่ากับ 1 ขึ้นไป ก็แสดงว่าคุณสมบัติครบ

 

-                    การกรอกข้อมูลใน ก.พ.อ.03 

ให้ผู้ขอตำแหน่งทางวิชาการ โหลดแบบคำขอรับการพิจารณากำหนดตำแหน่งทางวิชาการ และกรอกรายละเอียดในแบบฟอร์มให้ครบถ้วน โดยสามารถดาวน์โหลดเอกสารได้ที่นี่  

การกำหนดสาขาวิชาเพื่อขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการ ให้พิจารณาจาก 1. ภาระงานสอน 2. ผลงานทางวิชาการที่ใช้ในการเสนอขอกำหนดตำแหน่ง 3. เป็นสาขาวิชาที่เป็นระบบสากล แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญของผู้ขอกำหนดตำแหน่ง และได้รับการยอมรับในวงวิชาการในสาขานั้นๆ 4. การกำหนดสาขา ไม่ใช้การกำหนดจากวุฒิการศึกษา หรือวิชาการเอก/สาขาวิชาที่สำเร็จการศึกษา หรือภาควิชา คณะ หลักสูตร หรือหน่วยงานที่สังกัด

 

รายชื่อผู้เข้าร่วม

1.               ผศ.ดร.วัชรี ศรีคำ

2.               นางกาญจนา สาธร

3.               นางวรัครศิริ โหตระไวศยะ

4.               ดร.จุฬามาศ สุวรรณบูล

5.               อ.วิชุลดา พิไลพันธ์

6.               ดร.ทรงภพ ขุนมธุรส

7.               ผศ.ดร.ชมพูนุท ธารีเธียร

8.               อ.อรัญญา บุทธิจักร

9.               ดร.เมธี แก่นสาร์

10.        ดร.สุวภัทร ศรีจองแสง

11.        อ.นพพร ช่วงชิง

12.        อ.จักเรศ อิฐรัตน์

13.        อ.เชาวนันท์  ทะนอก

14.        นางสาวปิยะนุช สิงห์แก้ว

 

 

 

 

ในโลกปัจจุบันที่มีการแข่งขันสูงขึ้นทุกขณะทั้งภาครัฐและเอกชน อีกทั้งองค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกประเทศต่างมีบทบาทและความมุ่งมั่นในการสร้างความสำเร็จขององค์กรไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างยั่งยืน ทั้งทางเศรษฐกิจ  การมีส่วนร่วมทางสังคม ด้านเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง การพัฒนาศักยภาพของบุคลากรจึงนับเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เนื่องจากบุคลากรเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงานขององค์กรและมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะรักษาสถานภาพองค์กรและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กรให้เป็นที่ประจักษ์เกิดการยอมรับ น่าเชื่อถือและจดจำ ตลอดจนการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริหารและบุคลากรขององค์กร ตลอดจนผู้รับบริการและลูกค้า นั่นก็คือ "การบริการที่เป็นเลิศ Excellence Service” 

 

ฉะนั้น บุคลาดรในทุกหน่วยงานและทุกองค์กร ควรมีทัศนคติเชิงบวกต่อการบริการ การปรับเปลี่ยน Mindset เพื่อสร้างความแข็งแกร่งภายในพร้อมให้บริการต่อลูกค้าหรือผู้รับบริการ ให้ผู้รับบริการได้รับความพึงพอใจสูงสุด ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างเสน่ห์และเพิ่มคุณค่าของการให้บริการที่ประทับใจ อีกทั้งยังเป็นการลดการต่อต้านด้วยกลยุทธ์และเทคนิคต่างๆ ที่จะสร้างสรรค์การให้บริการและขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ความสำเร็จและเป็นเลิศได้ในที่สุด

 

 

 

ผู้เข้าร่วมอบรม

 

1) นายศักดิ์สิทธิ์  คณะเมือง

 

2) นายเปรมสิทธิ์  ศรีโพนทอง

 

3) นายชัชณรินทร์  บัวจูม


Microsoft Office 365

จะดีแค่ไหนหากเราจะสามารถใช้ Microsoft Office ได้ทุกที่ทุกเวลา


ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าโปรแกรม Microsoft Office ซึ่งประกอบไปด้วยโปรแกรมหลักๆ คือ Microsoft Word, Microsoft Excel, และ Microsoft PowerPoint เป็นโปรแกรมพื้นฐานและจำเป็นในการทำงานในยุคปัจจุบัน เดิมทีแล้วการจะเข้าใช้งานโปรแกรมนี้จะต้องมีการติดตั้งที่คอมพิวเตอร์ แต่ปัจจุบันนี้บริษัท Microsoft ได้พัฒนาโปรแกรม Microsoft Office ให้ล้ำหน้าขึ้นไปอีก ภายใต้ชื่อ Microsoft Office 365 ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นโปรแกรมสำหรับการทำงานฉบับออนไลน์

รูปภาพจาก : http://enovate.it/eswp/?page_id=2109

มารู้จัก Microsoft Office 365

1. แอปพลิเคชัน Office ที่ติดตั้งเต็มรูปแบบ สามารถรับ Word, Excel, PowerPoint, OneNote, Outlook, Publisher และ Access เวอร์ชันที่ติดตั้งเต็มรูปแบบล่าสุดที่พร้อมให้คุณใช้งานทุกเมื่อ และถ่ายทอดความคิดด้วยวิธีที่คุณถนัดที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการใช้แป้นพิมพ์ ปากกา หรือหน้าจอสัมผัส

2. ทำงานได้บนหลากหลายอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็น PC MAC แท็บเล็ต และ iOS

3. เข้าใช้งานได้จากทุกที่

4. เชื่อมต่อถึงกันเสมอด้วย Skype

     ข้อมูลจาก https://www.microsoft.com/th-th/

     

ผู้เข้าร่วมอบรม Microsoft Office 365

     วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม 2558 ณ สำนักคอมพิวเตอร์และเครือข่าย มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

     1. นางสาวกิตติญา พรหมพา

     2. นายชัชณรินทร์ บัวจูม