หลักเกณฑ์การเบิกจ่ายค่าตอบแทนบทความที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร

***************

          คณะศิลปศาสตร์  ส่งเสริมและพัฒนาการวิจัยของคณะศิลปศาสตร์   อันเป็นนโยบายและภารกิจสำคัญของคณะ  มุ่งสนับสนุนบุคลากรให้ตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ  เป็นการสร้างแรงจูงใจในการสร้างสรรค์ผลงานทางวิชาการ จึงกำหนดหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายค่าตอบแทนบทความที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร  ดังนี้

1. บทความที่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทน

    1.1  เป็นบทความที่เขียนขึ้นจากงานวิจัยหรือบทความทางวิชาการ                                       

    1.2  เป็นบทความที่มีการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับชาติ หรือระดับนานาชาติซึ่งอยู่ในฐานข้อมูลตามที่กำหนดในข้อ 3

    1.3 เป็นบทความใหม่ที่ไม่เคยตีพิมพ์มาก่อน และช่วงเวลาที่บทความปรากฏอยู่ในวารสาร

จะต้องไม่เกินปีงบประมาณที่ขอเบิก   เช่น    เบิกจ่ายปีงบประมาณ  2559   วารสารจะต้องตีพิมพ์

ระหว่างวันที่  1  ตุลาคม  2558 - 30  กันยายน  2559

             1.4  ในบทความจะต้องระบุชื่อผู้เขียนและหน่วยงานที่สังกัด   คือ  คณะศิลปศาสตร์

มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

          2. คุณสมบัติของผู้มีสิทธิได้รับค่าตอบแทน ต้องเป็นอาจารย์สังกัดคณะศิลปศาสตร์

          3. อัตราค่าตอบแทน

              3.1 กรณีที่เป็นผู้เขียนที่ปรากฏเป็นชื่อแรกของบทความที่ตีพิมพ์

         3.1.1 บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารระดับชาติ   ที่มีชื่อปรากฏอยู่ในฐานข้อมูล

Thai-Journal  Citation  index  Centre  (TCI)   หรือบัญชีรายชื่อวารสารระดับชาติของสำนักงาน

คณะกรรมการอุดมศึกษา  (สกอ.)  หรือบัญชีรายชื่อวารสารวิชาการของสำนักงานรับรองมาตรฐาน

และ ประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.)  ให้ได้รับค่าตอบแทน จำนวน  5,000 บาท

             3.2 กรณีที่เป็นผู้ร่วมเขียนบทความที่ตีพิมพ์

                  3.2.1 บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ   ที่ปรากฏในฐานข้อมูลสากล   ได้แก่  ฐานข้อมูลการจัดอันดับวารสาร  SJR  (SCImago  Journal  Rank

 

 

 www.scimagojr.com)    หรือฐานข้อมูล  ISI  Web of Science  (Science Citation index Expand, Social Sciences Citation Index , Art and Humanities Citation Index )  หรือฐานข้อมูล Scopus  ให้ได้รับค่าตอบแทน จำนวน  3,000  บาท

         3.2.2 บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารระดับชาติ  ที่มีชื่อปรากฏอยู่ในฐานข้อมูล Thai- Journal Citation index Center (TCI)     หรือบัญชีรายชื่อวารสารระดับชาติของสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา  (สกอ.)    หรือบัญชีรายชื่อวารสารวิชาการของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.)  ให้ได้รับค่าตอบแทน  จำนวน  1,000  บาท

                   3.2.3 กรณีที่เป็นบทความที่มาจากการศึกษาอิสระหรือวิทยานิพนธ์ของนักศึกษา  ซึ่งนักศึกษาเป็นผู้เขียนที่ปรากฏเป็นชื่อแรกของบทความที่ตีพิมพ์ และอาจารย์เป็นผู้ร่วมเขียนบทความที่ตีพิมพ์ อาจารย์จะได้รับค่าตอบแทนครึ่งหนึ่งของค่าตอบแทน ในข้อ 3.2.1 และ 3.2.2

        4. ขั้นตอนการขอรับค่าตอบแทนและเงื่อนไขอื่นๆ

            4.1  อาจารย์สามารถยื่นเรื่องขอรับค่าตอบแทนได้ตลอดปีงบประมาณ   โดยทำบันทึก

ข้อความมายังเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป   เพื่อเสนอผ่านหัวหน้าสาขาวิชา   และรองคณบดีที่

รับผิดชอบงานวิจัย  จนถึงคณบดีคณะศิลปะศาสตร์  พร้อมหลักฐานดังนี้

                  4.1.1  วารสารที่มีการตีพิมพ์บทความ จำนวน 1 เล่ม หรือสำเนาบทความที่ตีพิมพ์แล้ว จำนวน 1 ชุด

                  4.1.2 รายละเอียดวารสาร  ประกอบด้วย  หน้าปกวารสาร  สารบัญ   และรายชื่อ

กองบรรณาธิการ

                  4.1.3  บันทึกข้อความเพื่อขอรับค่าตอบแทนบทความที่ได้รับการตีพิมพ์   คณะ

ศิลปศาสตร์

             4.2  อาจารย์มีสิทธิได้รับค่าตอบแทน ไม่เกิน 4 บทความต่อปี  ทั้งนี้  ในบทความเดียวกันหากผู้เขียนที่เป็นชื่อแรกของบทความและผู้ร่วมเขียนบทความที่ตีพิมพ์เป็นอาจารย์คณะศิลปศาสตร์  สามารถยื่นเรื่องขอรับค่าตอบแทนได้เพียงหนึ่งคนเท่านั้น

 

                                                                      

การเลือกตีพิมพ์บทความลงในวารสาร

 

เมื่อนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาหรือนักวิจัย ต้องการเลือกตีพิมพ์ลงในวารสารต่างประเทศ มีแนวทางคร่าวๆ ในการพิจารณาดังนี้

1. ตรวจสอบวารสารที่จะตีพิมพ์ผลงานวิจัย ว่าอยู่ใน Master Journal List ของบริษัท Thomson Reuters หรือไม่ ได้ที่ http://ip-science.thomsonreuters.com/mjl/

ดยสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเฉพาะวารสารที่มีอยู่ใน Science Citations Index และ Science Citations Index Expanded เท่านั้นที่จะมีค่า impact factor 

ส่วนวารสารในสายสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ จะต้องอยู่ใน Social Science Citation Index และ Arts and Humanities Citation Index เท่านั้น โดยสามารถดาวน์โหลดรายชื่อวารสารทั้งหมดในฐาน Science Citations Index, Science Citations Index Expanded และ Arts and Humanities Citation Index ได้จากเมนูขวามือ

 

2. ตรวจสอบค่าดัชนีอ้างอิงวารสาร impact factor จากฐานข้อมูล Journal Citation Reports หรือ InCites Journal Citation Reports

3.ควรพิจารณาให้รอบคอบหากเป็นวารสารที่อยู่ใน ฺBeall's list หรือ Beall’s list of predatory publishers (http://scholarlyoa.com/publishers/) เป็นรายชื่อสำนักพิมพ์ที่มีแนวโน้มว่าไม่ได้ดำเนินการเพื่อประโยชน์ทางวิชาการ และอาจเป็นการหลอกลวงเพื่อหารายได้ บางกรณีอาจพบวารสารลักษณะนี้ ที่ไม่ได้ดำเนินการโดยสำนักพิมพ์ ก็จะมีบัญชีรายชื่อวารสาร (http://scholarlyoa.com/individual-journals/) แยกต่างหาก

รายชื่อวารสารเหล่านี้ รวบรวมโดยบรรณารักษ์ของ University of Colorado Denver ชื่อ Associate ProfessorJeffrey Beall โดยได้ review วารสาร และสำนักพิมพ์จำนวนมาก และรวบรวมเป็นรายชื่อสำนักพิมพ์/วารสาร ที่อาจจะเข้าข่ายเป็นวารสารที่ไม่ควรส่งรายงานไปตีพิมพ์ (ผู้รวบรวมไม่ใช้คำว่าหลอกลวง) เพื่อนักวิจัยจะได้ใช้ประกอบการพิจารณา ว่าควรจะตีพิมพ์หรือเป็นกองบรรณาธิการ หรือเป็นผู้ประเมิน (reviewer) ให้หรือไม่ รายชื่อเหล่านี้มีการปรับปรุงเสมอๆ โดยมีการถอนออก หรือเพิ่มเข้าไปใหม่ และเปิดโอกาสให้มีการอุทธรณ์อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม วารสารใน Beall’s list of predatory publishers นี้ บางครั้งอาจพบในฐานข้อมูล SCOPUS-Scimago Q3 แต่ไม่ได้ดำเนินการเพื่อวิชาการอย่างแท้จริง แต่ดำเนินการเพื่อธุรกิจ ทำนอง "จ่ายดี ตีพิมพ์แน่" 

4.ไม่ควรพิจารณาตีพิมพ์ในวารสาร OA (Open-Acess) ที่ทำเพื่อธุรกิจ การเผยแพร่มีค่าใช้จ่ายสูง ทั้งนี้วารสารแบบ OA บางวารสารระบุว่าตั้งอยู่สหรัฐอเมริกา แต่กลับให้โอนเงินไปปากีสถาน ซึ่งหลายหน่วยงานไม่ยอมรับการเผยแพร่ในฐานข้อมูลในลักษณะนี้ เช่น โครงการกาญจยาภิเษก (คปก) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฐานี

5.ไม่ควร ตีพิมพ์วารสารใน List of Stand Alone Journal ซึ่งเป็นวารสารวิชาการ ที่ตีพิมพ์เพียงครั้งเดียว ซึ่งดูไม่น่าเชื่อถือ และมักจะเป็นการตีพิมพ์แบบที่เรียกว่า Open Access กล่าวคือ  บทความที่ตีพิมพ์ในวารสารเหล่านี้ สามารถถูกสืบค้นและดาวน์โหลดได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ 

Beall's List ใส่วารสาร Thammasat International Journal of Science and Technology (TIJSAT) เข้าในรายการด้วย ซึ่งอาจถูกถอนออกจากรายการได้ในอนาคต และอาจเพิ่มรายชื่อวารสารอื่นๆ ที่มีความน่าเชื่อถือเข้าในรายการก็ได้ จึงต้องพิจารณาหลายอย่างประกอบกัน

 

ที่มา

พันธุ์ปิติ เปี่ยมสง่า. จะเกิดอะไรขึ้นถ้าวารสารที่ใช้ตีพิมพ์ผลงานอยู่ใน Beall’s list. <http://www2.rdi.ku.ac.th/newweb/?p=8824>

ยิ่งศักดิ์ แหวนเพชร. สำนักพิมพ์ผู้ล่าเหยื่อ. <http://gopublished1.blogspot.com/2015/06/blog-post.html>

สุภาพร ชัยธัมมะปกรณ์. จะเลือกวารสารตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิจัยอย่างไร <https://supapornhuang.wordpress.com/2016/09/17/select-journal/>

สุวิทย์ ศรีไหม. วารสารสุ่มเสี่ยงไม่ควรส่งบทความไปตีพิมพ์. <http://share.psu.ac.th/blog/education-research/32467>

 

 

บรรยายธรรมเรื่อง ธรรมะกับการทำงาน

โดย พระอาจารย์ภูวดล ปิยสีโล เจ้าอาวาสวัดป่าเย็นบุญ จ.เชียงราย

14 กรกฎาคม 59

  ห้อง CMP 122 วิทยาลัยแพทยศาสตร์และการสาธารณสุข  มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

 

ได้นำมาพัฒนางานที่รับผิดชอบ ดังนี้ คือทำให้ทราบว่าธรรมะในงานกับธรรมะในใจ ไม่ได้แยกจากกันเลย เราเอาธรรมะมาใส่ใน

งานได้ก็ต่อเมื่อเรามีธรรมะในใจเป็นต้นทุน เมื่อใส่ธรรมะเข้าไปในงานให้ธรรมกลมกลืนไปกับวิธีทำงาน และให้ธรรมะซึมซาบ

ไปในความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน งานนั้นเองจะช่วยบ่มเพาะธรรมะในใจให้เจริญงอกงาม และทำให้เรามีความสุขในการทำงาน 

ข้อดีของธรรมะ มีดังนี้ คือ

- ทำให้ทราบถึงหลักธรรมที่นำมาปฏิบัติ ในการทำงาน

- ช่วยให้การทำงานเป็นระบบ รู้จักหน้าที่และความรับผิดชอบทำให้งานบรรลุเป้าหมาย

- ช่วยให้มีมนุษย์สัมพันธ์ในกลุ่มเพื่อนร่วมงาน เช่น การรู้เรา รู้เขา เอาใจเขามาใส่ใจเรา ช่วยให้งานดำเนินไปด้วยดี  

- ช่วยให้เกิดรู้รักสามัคคี ประสานสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน 

- ทำให้เกิดความรู้สึกการยอมรับนับถือที่เรียกว่า คารวธรรม มีการเคารพนับถือเป็นพี่เป็นน้อง ก่อให้เกิดถ้อยทีถ้อยอาศัย

- ทำให้ใจเย็น ยอมรับฟังความคิดเห็นของเพื่อนร่วมงาน

- ทำให้เข้าใจความแตกต่างทางด้านความคิดของแต่ละคน

 

ผู้ร่วมอบรม คือ นายสมชาย  สิริวรรณ

 

 

หลักการเขียนคำอธิบายรายวิชา

สรุปจากการประชุม มคอ.1 หลักสูตรภาษาอังกฤษทั่วประเทศ ณ โรงแรม โนโวเทล สยามสแควร์ เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2559 

1. ภาษาอังกฤษและภาษาไทยต้องมีเนื้อหาและความหมายถูกต้องตรงกัน
2. มีตัวย่อภาษาอังกฤษของชื่อรายวิชา ไม่มากกว่า 22 ตัวอักษร ขอให้ระวังว่าเมื่อย่อคำใดคำหนึ่งแล้วคำที่ย่อที่ใช้จะต้องไม่มีความหมายที่ไม่พึงประสงค์ และขอให้ใช้คำย่อเดียวกันสำหรับคำเดิมตลอดทั้งเอกสาร
3. เนื้อหาในการเขียนคำอธิบายรายวิชา ให้ใช้ระดับวลี สำหรับการเขียนในภาษาอังกฤษให้คั่นแต่ละวลีด้วยเครื่องหมาย ; สำหรับภาษาไทยใช้วรรคตอนในการคั่น
4. วลีที่ใช้ให้เป็นนามวลี ไม่มีกริยานำหน้า หรือไม่มีคำนาม ที่บ่งบอกการกระทำ เช่น ไม่ต้องมีคำว่าศึกษาหรือการศึกษา พัฒนาหรือการพัฒนา เข้าใจหรือความเข้าใจ ฝึกหรือการฝึก เป็นต้น
5. ไม่ต้องยกตัวอย่างประกอบ ไม่ใช้คำว่า เช่น ได้แก่ 
6. ไม่ต้องมีส่วนขยาย เช่น ที่ดี ที่สละสลวย ที่ถูกต้อง ที่มีประสิทธิภาพ  
7. ไม่ต้องวงเล็บคำภาษาอังกฤษสำหรับในคำอธิบายรายวิชาที่เขียนเป็นภาษาไทย
8. เนื้อหาคำอธิบายรายวิชา ขอให้ดูรายชื่อวิชาเป็นหลัก โดยที่เนื้อหาจะต้องไม่มากเกินกว่า ขอบเขตของเนื้อหาตามชื่อวิชา

 หัวข้อการบรรยาย เรื่อง การผลิตสื่อเสียงประกอบการเรียนการสอน โดยใช้โปรแกรม Adobe Audition 3 

    เป็นโปรแกรมที่ถูกพัฒนาให้นำมาใช้งานในด้านของเสียง หรือออดิโอ อาทิเช่น การอัดเสียง การตัดต่อเสียง การแก้ไขเสียง เพิ่มเสียงหนัก เสียงเบา หรือเอฟเฟคต่างๆ เยอะแยะมากมายในการใช้งาน สำหรับโปรแกรมนี้มีนามว่า Adobe Audition ซึ่งอยู่ในตระกูลเดียวกับ โปรแกรม Adobe Premiere Pro หรือ โปรแกรม Adobe After Effects  และหากถามว่ามันแตกต่างจาก โปรแกรมแต่งเพลง ตัวอื่นยังไง ต้องบอกว่า โปรแกรมตัดต่อเสียง Adobe Audition 3 ตัวนี้มีคุณสมบัติพิเศษแถมเข้ามาด้วย จะเห็นได้ว่า {โปรแกรมมิกซ์เพลง} ตัวเก่าๆ จะทำได้แค่เพียงการตัดเสียง ต่อเสียง หรือการปรับเสียงดนตรีต่างๆ ภายในเพลงนั้นๆ อาทิเช่น เสียงเบส เสียงกีต้าร์ เสียงคนร้อง หรือเสียงกลองเป็นต้น แต่โปรแกรมนี้สามารถทำได้มากกว่านั้น โดยการนำไฟล์รูป หรือไฟล์วีดีโอเพื่อนำมาประกอบในการมิกซ์เสียงได้ด้วย เรียกได้ว่าไม่มีโปรแกรมตัดต่อเสียงตัวใดทำได้ละเอียดเท่าตัวนี้มาก่อน

              การบูรณาการสื่อเสียง(Sound Integrated) ได้กล่าวถึงการนำสื่อไปประยุกต์ใช้กับการเรียนการสอนดังนี้

1. การรับรู้ (ตาและหู จะใช้ถึง ร้อยละ 88) /สื่อการสอน หมายถึง ตัวกลางหรือสิ่งต่างๆที่ใช้ในกระบวนการเรียนการสอน 

เพื่อใช้เป็นเครื่องมือหรือช่องทางในการถ่ายทอดความรู้ของผู้สอนถึงผู้เรียน

2. สื่อประสม (คือการนำสื่อตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปมาใช้ร่วมกันอย่างมีความสัมพันธ์เป็นระบบ) /มัลติมีเดีย (คือเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ทำให้ความหมายของสื่อประสมเดิมเปลี่ยนไป เนื่องจากความสามารถของคอมพิวเตอร์ที่แสดงผลได้สมจริง) 

3. ประเภทของเสียง (เสียงพูดคุยสนทนา หรือเสียงบรรยาย/พากย์,เสียงดนตรี,เสียงปรุงแต่งพิเศษ,เสียงธรรมชาติ/สัตว์/บรรยากาศทั่วไป)

4. การบูรณาการสื่อเสียง(การผลิตสื่อเสียงที่ต้องใช้อุปกรณ์กำเนิดเสียงร่วมกับสื่อผสมแล้วถ่ายทอดสู่ผู้ฟังอย่างเป็นระบบ)

              ประโยชน์ที่ได้จากการอบรม   ได้ทราบถึงประโยชน์ของการผลิตสื่อเสียงประกอบการเรียนการสอน

1. ทำความเข้าใจเนื้อหาบทเรียนได้ดียิ่งขึ้น                2. เป็นมาตรฐานยิ่งขึ้น 

3. เกิดความน่าสนใจ                                          4. ใช้ทฤษฎีการเรียนรู้และเทคนิคการสอนอย่างเหมาะสม 

5. ลดระยะเวลาการสอน                                      6. ใช้ปรับปรุงคุณภาพของการเรียนรู้ 

7. ไม่มีข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่                       8. สร้างทัศนคติที่ดีต่อเนื้อหาและกระบวนการเรียนการสอน 

9. เปลี่ยนแปลงบทบาทผู้สอนให้มีคุณค่ามากยิ่งขึ้น     10. ลดข้อจำกัดด้านขนาดพื้นที่หรือระยะทาง 

1.เตรียมความพร้อมตามร่างพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ......

2.ความเสี่ยงและข้อควรระวังความรับผิดทางละเมิด

3.แนยทางการปฏิบัติการจัดซื้อจัดจ้างด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Market และ e-Bidding)

4.การบริหารสัญญา

          การพัสดุและการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเป็นภารกิจสำคัญประการหนึ่งที่จะส่งเสริมและสนับสนุนให้การบริหารงานภาครัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและบรรจุวัตถุประสงค์ตามแนวนโยบายที่กำหนด โดยในแต่ละปีรัฐบาลได้จัดสรรเงินงบประมาณเพื่อการจัดซื้อจัดจ้างเป็นจำนวนมาก ดังนั้น หน่วยงานภาครัฐและผู้เกี่ยวข้องจึงต้องมีระบบบริหารการจัดการด้านการจัดซื้อจัดจ้างอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลก่อให้เกิดความคุ้มค่าและใช้จ่ายเงินงบประมาณอย่างประหยัด เพื่อให้ได้พัสดุที่มีคุณภาพมาใช้ในราชการอย่างคุ้มค่า ประหยัด โปร่งใส ตรวจสอบได้

1.ได้รับทราบถึงระเบียบข้อพึงระวัง ระเบียบ มติคณะรัฐมนตรี ข้อบังคับ และหนังสือเวียนที่เกี่ยวข้อง เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงานพัสดุ และลดความเสี่ยงในการปฏิบัติงานด้านพัสดุ

2.มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติในการจัดหาพัสดุด้วยวิธีตลาดอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Market : e-Market) และด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Bidding : e-bidding) ตลอดจนแนวทางในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบ

3.มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารสัญญา ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมถึงกฎ ระเบียบ และแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง

4.ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ ข้อคิดเห็น ปัญหา อุปสรรคต่าง ๆ ในการบริหารงานพัสดุ ระหว่างผู้เข้าร่วมสัมมนาด้วยกันและวิทยากร

5.สามารถนำความรู้ ข้อเสนอแนะ และแนวคิดที่ได้รับจากการสัมมนาไปปฏิบัติและปรับใช้ในการบริหารงานด้านพัสดุ และกระบวนการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และสามารถไปถ่ายทอดหรือแนะนำให้แก่ผู้เกี่ยวข้องได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ            

 

การเขียนหนังสือราชการ ถือเป็นวิชาหนึ่งที่ข้าราชการและหรือบุคลากรในภาครัฐทุกคนต้องศึกษาและเรียนรู้ ซึ่งในแต่ละองค์กรนั้นย่อมมีภารกิจที่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างส่วนต่างๆทั้งภายในองค์กร และเครือข่ายภายนอกองค์กรอยู่เป็นประจำ  โดยที่หนังสือราชการเป็นเครื่องมือที่สำคัญอย่างหนึ่งในการปฏิบัติราชการ และมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับบุคลากรในองค์กร เนื่องจากการเขียนหนังสือราชการเพื่อสื่อความหมายให้เข้าใจตรงกันได้  จะช่วยประหยัดเวลา และปฏิบัติงานได้ตรงจุดประสงค์ อีกทั้งการเขียนหนังสือราชการมิได้มีความหมายเพียงตัวหนังสือ และเอกสารเท่านั้น หากยังบ่งชี้ถึงประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากร และเป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อองค์กรอีกด้วย

          ด้วยตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นของการเขียนหนังสือราชการ เพื่อให้บุคลากรภาครัฐได้เสริมสร้างความรู้และเทคนิคในการเขียนหนังสือราชการ ซึ่งจะเขียนอย่างไรให้ดูดี ถูกต้องทั้งเนื้อหา หลักภาษา ถูกความนิยม มีความชัดเจน รัดกุม กะทัดรัด สามารถสร้างความเข้าใจและสื่อสารถึงความต้องการของผู้ส่งไปยังผู้รับได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจำเป็นอาศัยการเรียนรู้ ทฤษฎี หลักการเขียนพร้อมทั้งการฝึกปฏิบัติ ดังนั้น สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จึงเห็นสมควรจัดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร “การเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานด้านธุรการและเทคนิคการเขียนหนังสือราชการตามระเบียบงานสารบรรณ” ขึ้นเพื่อให้เจ้าหน้าที่และหรือบุคลากรภาครัฐได้รับความรู้ เรียนรู้หลักการเขียน รูปแบบต่างๆ ของหนังสือราชการการสรุปเนื้อหา การเรียบเรียงความคิด การพัฒนาทักษะให้สามารถเขียนหนังสือราชการประเภทต่างๆ ได้อย่างถูกต้องและนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ

การบรรยาย และเน้นการฝึกปฏิบัติ รวมทั้งมีการประเมินความรู้ของผู้เข้าอบรมก่อน – หลังการอบรม  โดยมีเนื้อหาในการอบรมที่สำคัญประกอบด้วย

          ส่วนที่ ๑ : ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการเขียนหนังสือราชการ (๓ ชั่วโมง)

          เป็นการปูพื้นฐานและเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับระเบียบงานสารบรรณโดยการบรรยาย พร้อมกับยกกรณีตัวอย่าง และทำกิจกรรมการมีส่วนร่วม เพื่อสร้างความเข้าใจ เกี่ยวกับระเบียบงานสารบรรณ และหนังสือราชการรูปแบบต่างๆ ประกอบด้วย

-          ความสำคัญของหนังสือติดต่อราชการ

-          ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ.๒๕๒๖

-          ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ.๒๕๔๘

-          รูปแบบและองค์ประกอบของหนังสือราชการ(หนังสือภายนอก หนังสือภายใน หนังสือประทับตรา)

 

ส่วนที่ ๒ : เทคนิคการเขียนหนังสือราชการและหนังสือโต้ตอบ (จำนวน  ๙  ชั่วโมง)

          เป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับเทคนิคต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการเขียนหนังสือติดต่อราชการแบบต่างๆ ควบคู่กับการฝึกปฏิบัติเพื่อเพิ่มทักษะในการเขียนหนังสือติดต่อราชการอย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ

          -  เทคนิคการเขียนหนังสือราชการและหนังสือโต้ตอบ

          -  ฝึกปฏิบัติการจัดทำหนังสือราชการ

          -  วิเคราะห์โครงสร้างประโยคและใจความสำคัญของย่อหน้า

          -  ทักษะในการจับประเด็นและสาระสำคัญ

          -  การใช้ภาษาที่ถูกต้อง(ภาษาหนังสือราชการ)

          -  สำนวนที่ใช้ในหนังสือราชการประเภทต่างๆ อาทิ

                    *  หนังสือขอความอนุเคราะห์

                   *  หนังสือปฏิเสธ

                   *  หนังสือเชิญเป็นวิทยากร

                   *  ฯลฯ

     ปัจจุบันปัญหาการลักลอกผลงานวิชาการและวรรณกรรม หรือ Plagiarism เป็นประเด็น   ที่มีการกล่าวถึงกันมาก ตั้งแต่ประเทศไทยเริ่มใช้ Internet อย่างแพร่หลาย ทำให้นิสิต นักศึกษา สามารถหาข้อมูลอินเตอร์เน็ต แล้วใช้ในการลอกผลงานวิชาการบางส่วนทางอินเตอร์เน็ต  ซึ่งถือเป็นการกระทำผิดจรรยาบรรณทางวิชาการและเป็นความผิดร้ายแรงในแวดวงวิชาการนานาชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตระหนักถึงความสำคัญของปัญหานี้ จึงได้กำหนดมาตรการในการป้องกันการลักลอกผลงานวิชาการขึ้น

     จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ใช้เครื่องมือช่วยให้อาจารย์ที่ปรึกษาสามารถติดตามและรู้ความก้าวหน้าและการทำงานของนิสิตเป็นระยะ  โดนนิสิตต้องเขียนแผนการทำวิทยานิพนธ์และรายงานความก้าวหน้าทุกภาคการศึกษา  โดยใช้ระบบการเขียนวิทยานิพนธ์อิเล็กทรอนิกส์ (CU E-THESIS) ผลงานโดยบริษัท แฟคเกอร์ จำกัด ซึ่ง เพื่อช่วยในการเตรียมวิทยานิพนธ์ของนิสิตให้มีรูปแบบตามที่มหาวิทยาลัยกำหนดและมีเนื้อหาครบถ้วน อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์สามารถตรวจสอบได้ นอกจากนี้ระบบนี้จะทำการตรวจสอบงานการคัดลอกผลงาน ร่วมกับโปรแกรมอักขราวิสุทธิ์ได้อัตโนมัติอีกด้วย ซึ่งกำหนดให้นิสิตใช้งานแล้วตั้งแต่ปีการศึกษา 2556

     เครื่องมือช่วยในการตรวจสอบวิทยานิพนธ์และผลงานวิชาการของนิสิต ซึ่งประกอบด้วย โปรแกรม Turnitin และโปรแกรมอักขราวิสุทธิ์ ทั้งสองโปรแกรมเป็นระบบที่ตรวจสอบการคัดลอกผลงาน และแสดงค่าคะแนนความคล้ายคลึงของเอกสาร

     โปรแกรม Turnitin เป็นซอฟแวร์เชิงพาณิชย์จากต่างประเทศจะใช้ตรวจสอบเนื้อหาภาษาอังกฤษได้ดี และมีฐานข้อมูลที่ใหญ่ ใช้งานทั่วโลก แต่เป็นอุปสรรคในการตรวจสอบเอกสารที่เป็นภาษาไทย

     ดังนั้น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึ่ง ได้พัฒนาโปรแกรม อักขราวิสุทธิ์ ขึ้น พัฒนาโดย ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมกับ ศูนย์วิจัยการประมวลผลภาษาและวัจนะ คณะอักษรศาสตร์ จุฬา เพื่อตรวจสอบการคัดลอกภาษาไทยเป็นหลักโดยเฉพาะ  และมีการพัฒนาต่อเนื่องให้สามารถตรวจสอบภาษาอังกฤษได้ด้วย

     โปรแกรมอักขราวิสุทธิ์นี้ สามารถใช้ได้ในลักษณะแยกต่างหากและเชื่อมต่อกับระบบ CU E-THESIS ดังนั้นเมื่อนิสิตส่งผลงานวิทยานิพนธ์ระบบนี้จะดำเนินการตรวจสอบและแจ้งผลให้อาจารย์ที่ปรึกษาทราบด้วย

ผลที่ได้จากระบบการเขียนวิทยานิพนธ์อิเล็กทรอนิกส์ (CU E-THESIS) และโปรแกรมอักขราวิสุทธิ์ มาใช้งานในมหาวิทยาลัย 

  • ทำให้มี Templete สำหรับการเตรียมทำวิทยานิพนธ์ที่ถูกต้อง  
  • สามารถส่งอาจารย์ผ่านระบบนี้ และสามารถตรวจสอบอาจารย์ได้ด้วยว่าได้ตรวจวิทยานิพนธ์นิสิตหรือเปล่า ?
  • มีระบบป้องกันข้อมูลสูญหาย ได้รับความเสียหาย
  • ข้อมูลถูกต้อง ครบถ้วน ทันสมัย
  • ขั้นตอนในการนัดสอบวิทยานิพนธ์และส่งวิทยานิพนธ์ฉบับสมบูรณ์จะกระชับมากขึ้น
  • เลี่ยงปัญหาการลักลอกผลงานวิชาการ  โดยไม่ได้เจตนา

ประโยชน์ของหน่วยงาน ที่ใช้คือ

  • ส่งต่อและแบ่งปันข้อมูลวิทยานิพนธ์ เข้าถึงห้องสมุดได้ทันที
  • และทำให้การลักลอกผลงานวิชาการลดลงได้

     ระบบการเขียนวิทยานิพนธ์อิเล็กทรอนิกส์ (CU E-THESIS) และโปรแกรมอักขราวิสุทธิ์ นี้ เริ่มใช้งานจริงแล้วในบัณฑิตศึกษา ในภาคการศึกษาต้น  ปีการศึกษา 2556  เฉพาะ คาดว่าจะวิทยานิพนธ์เล่นใหม่ ประมาณ 700-800 เล่ม ในเทอมนี้ และจะได้วิทยานิพนธ์เพิ่มขึ้นถึง 2500 เล่มต่อปี  และทั้ง 2 โปรแกรมนี้ยังพัฒนาต่อไป โดยจะขยายฐานข้อมูลให้มากขึ้น เริ่มใช้งานจริงทั้งมหาวิทยาลัย และมีแผนเปิดให้มหาวิทยาลัยอื่นๆร่วมใช้ระบบนี้ได้ด้วย ในช่วงภาคปลาย ปีการศึกษา 2557

ได้กล่าวถึง โครงการเครือข่ายสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา (Inter University Network) หรือที่เรียกว่า เครือข่าย “UniNet”  จัดตั้งขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อปี พ.ศ. 2539 เห็นชอบให้จัดตั้งองค์กรกลางดำเนินโครงการในลักษณะการจัดหาวงจรสื่อสัญญาณความเร็วสูงเพื่อใช้สำหรับการเชื่อมโยงเครือข่ายสารสนเทศและการสื่อสารของสถาบันอุดมศึกษา  และจัดตั้งเป็นสำนักงานบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 ทำหน้าที่บริหารจัดการโครงการเครือข่ายสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษาซึ่งเป็นการดำเนินการขยายโอกาสอุดมศึกษาสู่ภูมิภาค โดยการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยในการจัดการเรียนการสอน สำนักงานฯ ได้เชื่อมโยงเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศของมหาวิทยาลัย/สถาบันในสังกัดทบวงมหาวิทยาลัย เชื่อมโยงอยู่บนเครือข่ายสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา (UniNet) เพื่อให้สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่เหมาะสมและเพียงพอต่อการจัดการศึกษา สามารถเชื่อมต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันทั้งภายในและต่างประเทศ

หัวข้อเครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อโรงเรียน ได้กล่าวถึงการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยยกระดับการศึกษาและคุณภาพการศึกษาของเยาวชนไทย พร้อมกับลดช่องว่างและความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาระหว่างเด็กนักเรียนในเมืองและชนบท ซึ่งเครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อโรงเรียน เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์แห่งแรกในกลุ่มประเทศอาเซียน ที่เปิดโอกาสให้โรงเรียนทั่วประเทศสามารถเข้าถึงเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน และได้รับการยกย่องว่าเป็นโครงการตัวอย่าง (Best Practice) ที่นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาเป็นเครื่องมือในการลดช่องว่างและความเหลื่อมล้ำของโอกาสในการศึกษาหาความรู้           

             ประโยชน์ที่ได้จากการอบรม   ได้ทราบถึงการจัดการระบบสารสนเทศที่มีในประเทศไทย โดย

            1. ได้เห็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นเครือข่ายสารสนเทศของไทย เพื่อเป็นทางด่วนสารสนเทศความเร็วสูงเพื่อการศึกษา/ วิจัยของภาครัฐที่เพียงพอ 

            2. ได้รู้ถึงการเป็นศูนย์กลางการศึกษา/วิจัย เรื่องทางด่วนสารสนเทศของประเทศไทย โดยการนำทางด่วนสารสนเทศที่เคยอยู่ในขั้นทดลองมาใช้งานจริงในด้านการศึกษา/การพัฒนา บุคลากร ของชาติ

            3. สามารถนำความรู้ที่ได้จากการอบรมไปเป็นแนวทาง/ต่อยอดความรู้ในอนาคตได้