จากการเข้าร่วมงานสัปดาห์หนังสือและการเรียนรู้อุบลราชธานี ครั้งที่ 7

"อ่านสร้างอาชีพ"   วันที่ 15 ส.ค. 58 ณ ตึกสุนีย์ทาวเวอร์ สรุปได้ดังนี้

Extensive Readingและการสร้าง Interactive Classroom แบบง่ายๆ

         การพัฒนาความรู้ เปิดมุมมองใหม่ อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีในด้านวิธีการเรียนการสอนด้วยเทคนิคใหม่ ๆ ที่มีประสิทธิภาพในระยะเวลาอันสั้น รับทราบเทคนิคการสอน Best practice ในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ นวัตกรรมการสอนในโลกยุคใหม่ และวิธีสร้างเยาวชนให้รักการอ่าน อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการเรียนรู้ตลอดชีวิต

         Extensive Reading คือ การอ่านแบบต่อเนื่อง การอ่านแบบกว้างขวาง เพื่อให้เข้าใจเรื่องราว และใจความสำคัญของเรื่องที่อ่าน ไม่ใช่การอ่านแบบ Focus ที่คำศัพท์แต่ละคำ อ่านไปแปลไปทีละคำ ซึ่งจะทำให้การอ่านล่าช้า และน่าเบื่อ ที่สำคัญไม่ได้มีส่วนช่วยในการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ และการอ่านแบบต่อเนื่องแม้ว่ามีศัพท์ที่ไม่รู้พอเจอบ่อยๆ จะทำให้เกิดความอยากรู้ว่าแปลว่าอะไรจนต้องเปิด Dictionary และพออ่านเจอบ่อยๆ ก็จะจำได้เอง แถมรู้ด้วยว่าจะวางมันในรูปประโยคอย่างไร

Interactive Classroom เป็นการเชื่อมโยงการเรียนการสอนด้วย PowerPoint และ OneNotes ให้สามารถโต้ตอบกันได้ เป็นห้องเรียนเชิงปฏิสัมพันธ์ทางการเรียนการสอน ( Interactive Teaching ) จะช่วยเสริมสร้าง . Collaborative Classroom ลักษณะคล้ายกับห้องเรียนที่เน้นการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางการเรียนร่วมกันจากเทคโนโลยีที่หลากหลายทั้งสื่อในระบบ ที่ทำได้ง่ายสิ้นเปลืองน้อย รวมทั้ง.โต้ตอบกันผ่านระบบแลน โดยเครื่องครูเปิด PowerPoint และเครื่องนักเรียนทุกคนเปิด OneNote  ครูเป็นคนเปิด Seeeion ให้นักเรียนใช้ OneNote เชื่อมต่อเข้ามา ที่หน้าจอจะเห็น Powerpoint ของครูสามารถตอบคำถาม และมีโปรแกรมให้โหลดด้วย

ผู้ร่วมสัมมนา คือ นายกมล  โสภาสิน

 

 

 

 

 

P-S-Y-C-H-O หลักในการทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข


คนเราคงไม่มีใครเกิดมาแล้วจะอยู่บนโลกนี้ได้คนเดียว ทุกคนล้วนต้องพึ่งพากันเสมอ ยิ่งการทำงานแล้วนั้นเราไม่สามารถทำงานเพียงลำพังได้เลย แน่นอนว่าในขั้นตอนการทำงานทุกอย่างต้องมีการติดต่อสื่อสารและระดมความคิดร่วมกับผู้อื่น  การทำงานร่วมกับผู้อื่นหรือที่เราเรียกกันว่า"ทีมเวิร์ค" จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หลักการง่ายๆ ที่จะช่วยให้เราพัฒนาตัวเองได้ ดังนี้

P-S-Y-C-H-O หลักในการทำง


Positive Thinking คิดแต่ทางบวก 
ถ้าคุณสามารถปรับความคิด ทัศนคติของตัวคุณเองโดยให้มองโลกในทางบวกไว้เสมอ คุณก็จะมีความสุขและสนุกกับสิ่งที่กำลังทำอยู่

Smile ยิ้มแย้มแจ่มใส สร้างความประทับใจ
ถ้าคุณทำงานด้วยรอยยิ้ม คุณก็จะทำงานอย่างมีความสุขและทำให้คุณพร้อมจะรับมือกับปัญหาต่างๆ ที่เข้ามา 

Yours จริงใจให้กัน 
ถ้าคุณพร้อมที่จะอาสาช่วยเหลือบุคคลอื่นโดยไม่ต้องรอให้เขาร้องขอ คุณก็จะได้รับการแสดงออกจากคนอื่นทั้งความคิดและการกระทำจากบุคคลรอบข้างตัว คุณด้วยความเต็มใจ

Compromise สมานสามัคคี ด้วยการประนีประนอม
ถ้าคุณสร้าง Win-Win Situation ไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เปรียบหรือเสียเปรียบ คุณก็จะได้งานที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงานของกลุ่มคุณเอง

Human Relations สัมพันธ์ที่ดี 
ถ้าคุณสร้างมิตรผูกพัน ทักทายกับบุคคลต่าง ๆ ทั้งที่รู้จักและที่ไม่รู้จัก คุณก็จะมีเครือข่ายมากมายและได้รับการยอมรับพร้อมความช่วยเหลือจากบุคลอื่น อยู่ตลอดเวลา

Oral Communication สื่อสารชัดเจน 
ถ้าคุณพึงตระหนักไว้เสมอว่าข้อมูลที่คุณกำลังสื่อออกไปนั้น ควรจะต้องชัดเจน ถูกต้อง และเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ คุณก็จะไม่เกิดความขัดแย้งหรือปัญหาในการทำงานร่มกับผู้อื่น งานที่ออกมาก็ถูกต้องชัดเจน

 

สรุปว่า การทำงานร่วมกับผู้อื่นให้ประสบผลสำเร็จได้นั้น ควรเริ่มต้นจากการมองตัวเองและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองให้ เป็นคนที่มองโลกในแง่ดี การยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอ มีความจริงใจในการให้ความช่วยเหลือ  การประนีประนอม  การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น  รวมทั้งการให้ข้อมูลที่ชัดเจน …
ซึ่งพฤติกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ย่อมจะทำให้คุณมีเสน่ห์และสร้างความประทับที่ดีกับบุคคลอื่นที่คุณต้องทำงานร่วมด้วย
 
(https://blog.eduzones.com/redirect.php?url=http://www.jobthai.com/hkYmhQ)

 

จากการเข้าร่วมงานสัปดาห์หนังสือและการเรียนรู้อุบลราชธานี ครั้งที่ 7 "อ่านสร้างอาชีพ"

วันที่ 12 ส.ค. 58 ณ ตึกสุนีย์ทาวเวอร์ สรุปได้ดังนี้

บุคลิกพลิกชีวิต

"บุคลิกพลิกชีวิต คือบุคลิกภาพโดยองค์รวม (Holistic Personality) ที่ทำให้ทราบว่า แบบฉบับพฤติกรรมของบุคคลตั้งแต่วัยเด็กวัยรุ่นจนถึงวัยผู้ใหญ่นั้น มีความสำคัญและส่งผลต่อชีวิตของคนเราตลอดทั้งชีวิต

การพัฒนาบุคลิกภาพ แบ่งได้ดังนี้คือ

1.       ด้านความคิด เช่น คิดด้านดี,คิดสร้างสรรค์,คิดแบบจิตอาสา,มีความรับผิดชอบ,ความไว้วางใจ,และการรับรู้รวมทั้งการสำนึกในบุญคุณ เป็นต้น

2.       ด้านการสื่อสาร เช่น สื่อสารเพื่อสร้างมิตรภาพ, เพื่อขอความร่วมมือ, เพื่อจัดการความขัดแย้ง, เพื่อสร้างกำลังใจ,สื่อสารด้วยรอยยิ้ม,สื่อสารด้วยการรับฟังอย่างมีคุณภาพ,รวมทั้ง การสื่อสารที่ทำลายบุคลิกภาพ

3.       ด้านพฤติกรรม คือการแสดงออก เช่น นั่ง,ยืน,เดิน,ยิ้ม,สบตาและการเชื้อเชิญ

4.      ด้านการแต่งกายและการแต่งหน้าทำผม เช่นสวมใส่เสื้อผ้าให้เหมาะกับสีผิว,การแต่งหน้าตามรูปหน้า,และการแต่งกายให้ดูดี

บุคลิกภาพองค์รวม (Holistic Personality) คือผลรวมของชีวิตทั้งชีวิต เช่น 1. สมบูรณ์ทางกายแต่พร่องทางจิต 2. พร่องทางกายแต่ใจสมบูรณ์  3. พร้อมทั้งกายใจ  4..ผลรวมแห่งความสมบูรณ์ของคำว่าบุคลิกภาพ คือเปี่ยมด้วย สุขภาพ คุณภาพ และประสิทธิภาพ

ซึ่งจะพบว่าบุคลิกภาพ ไม่ใช่เพียงแค่เสื้อผ้าหน้าผมเพียงเท่านั้น แต่ความหมายคือชีวิตทั้งชีวิต ซึ่งคุณสามารถที่จะศึกษาและเปลี่ยนแปลงจน "พลิกชีวิต" ได้!

ผู้ร่วมสัมมนา คือ นายกมล  โสภาสิน

 

สรุปเนื้อหาการเขียนหนังสือราชการภายในและภายนอก

   ปัจจุบันงานสารบรรณมีระเบียบที่เกี่ยวข้อง 2 ฉบับได้แก่ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารรณ พ.ศ. 2556  และระเบียบ

งานสารบรรณ พ.ศ. 25548  ซึ่งเป็นการเพิ่มเติมคำนิยามเกี่ยวกับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์และคำว่าระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์  

ความสำคัญและประโยชน์ของการเขียนหนังสือ

1. เป็นเครื่องมือในการสื่อสาร ระหว่างผู้ส่งและผู้รับหนังสือ

2. สามารถสื่อสารความหมายได้ถูกต้อง ตรงประเด็น และเข้าใจตรงกัน

3. ประหยัดเวลา ในการตีความ  ไม่ต้องสอบถามหรือเขียนใหม่ นำกลับมาอ่านทบทวน ทำความเข้าใจได้หลายครั้งเท่่าที่ต้องการ

4. สามารถเก็บไว้เป็นหลักฐานในการตรวจสอบได้

5. ใช้เป็นตัวอย่างสำหรับการปฏิบัติงานให้กับเจ้าหน้าที่

6. เป็นภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร

ความหมายของหนังสือราชการ

1. หนังสือที่มีไปมาระหว่างส่วนราชการ

2. หนังสือส่วนราชการมีไปถึงส่วนราชการอื่นใด  ที่ไม่ใช่ส่วนราชการ หรือที่มีไปถึงบุคคลภายนอก

3. หนังสือส่วนราชการอื่นใด  ที่ไม่ใช่ส่วนราชการ  หรือบุคคลภายนอกมีมาถึงส่วนราชการ

4. เอกสารที่ทางราชการจัดทำขึ้นเพื่อเป็นหลักฐานทางราชการ

5. เอกสารที่ทางราชการจัดขึ้นตามกฎหมาย  ระเบียบ  หรือขัอบังคับ

ความแตกต่างของหนังสือภายในและภายนอก และบันทึก  

หนังสือภายนอก

หนังสือภายใน

บันทึก

1. ติดต่อระหว่างกระทรวง หรือบุคคลภายนอก

2. ผู้ลงนามเป็นหัวหน้าส่วนราชการะดับกระทรวงหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย

3. ใช้รูปแบบหนังสือภายนอก “กระดาษตราครุฑ”  มีเรื่อง  เรียน  อ้างถึง  สิ่งที่ส่งมาด้วย

4. เป็นพิธีการเต็มรูปแบบ  ออกเลขที่ทุกครั้ง

5. ต้องพิมพ์ให้เรียบร้อย

6. มีสำเนาคู่ฉบับและสำเนาครบถ้วน

1. ติดร่อระหว่างกรม หรือเทียบเท่าในสังกัดกระทรวงเดียวกัน

2. ผู้ลงนามเป็นหัวหน้าส่วนราชการะดับกรม หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย

3. ใช้รูปแบบหนังสือภายใน “กระดาษบันทึกขอความ”  มีเฉพาะ เรื่อง  เรียน

4. เป็นทางการ  ออกเลขที่  แต่เป็นพิธีการน้อยกว่าหนังสือภายนอก

5. ต้องพิมพ์ให้เรียบร้อย

6. มีสำเนาคู่ฉบับ

1. ติดต่อภายในกรมเดียวกัน

2. หัวหน้าส่วนราชการ ห หรือเจ้าหน้าที่สามารถลงนามได้ 

3. ใช้กระดาษบันทึกข้อความ  หรือกระดาษอื่นได้  จะมีชื่อเรื่อง หรือไม่มีก็ได้

4. เป็นทางการหรือไม่เป็นทางการก็ได้  ออกเลขที่ภายใน หรือไม่มีเลขที่ก็ได้

5. พิมพ์หรือเขียนด้วยลายมือก็ได้

6. อาจไม่มีสำเนาก็ได้

  

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526†‡

โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2506 เสียใหม่ให้เหมาะสมยิ่งขึ้นคณะรัฐมนตรี จึงวางระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้  เอกสารแนบ

 

ตัวอย่างหนังสือราชการภายในและภายนอก (บันทึกข้อความ)..ที่ถูกต้อง...สามารถดาว์โลด์ได้ที่

 แบบฟอร์มหนังสือภายใน (บันทึกข้อความ)

 แบบฟอร์มหนังสือราชการภายนอก

 

 

มีหนังสือน่าสนใจมาแนะนำครับ เป็นหนังสือที่เห็นแค่ชื่อก็น่าสนใจแล้ว "วิธีอยู่ร่วมกับ KPI อย่างสันติ" ของ อาจารย์วรภัทร ภู่เจริญ อาจารย์ด้านวิศวกรรมศาสตร์ นักบรรยายด้านการบริหารองค์กร และกระบวนกรระดับประเทศ หนังสือเล่มนี้เคยโพสในเฟสส่วนตัว และเฟส SAC แล้ว แต่ก็คนละแบบกัน เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับพี่น้องสำนักงาน และผู้สนใจอื่นๆ น่าสนใจยังไง ลองดูข้อความที่เว็บเขาว่าไว้ ดังนี้ครับ

KPI เป็นเครื่องมือในการวัดผล ไม่ว่าจะเป็นเชิงปริมาณ คุณภาพ หรือแม้แต่วัดพฤติกรรมของคนเองก็ตาม แต่หลายครั้งที่นักบริหารผู้ยึดตัวเองเป็นใหญ่ใช้ KPI ไปในทางที่ผิดๆ เช่น ผู้บริหารที่คิดอยู่ในหัวว่าจะเอา KPI ไปวัดว่าใครขี้เกียจ ผู้บริหารที่มองคนในองค์กรแบบอคติ ย่อมทำให้การทำ KPI เป็นที่น่ารังเกียจ ผลคือทำให้เกิดการมั่วตัวเลข โยนความผิด เรียนรู้น้อย ฯลฯ เจ้านายแบบนี้เหมือนพ่อแม่ที่คอยดุด่าลูก สุดท้ายลูกก็หนีออกจากบ้าน หนังสือเล่มนี้เป็นเสมือนคู่มือการวาง ยุทธ์ศาสตร์และการบริหารจากมุมมองของดร.วรภัทร์ ภู่เจริญที่ปรึกษาองค์กรและสถาบันชื่อดังมากมาย ที่ทำให้คุณเข้าใจในมุมมองใหม่ ลองอ่าน ลองทำ และลองเข้าใจ แล้วคุณจะพบ KPI ที่ใช่เพื่อสู่ความสำเร็จด้วยความร่วมมือของคุณและทุกคนในองค์กร หนังสือเล่มนี้จะทำให้คุณรู้จัก KPI เครื่องมือช่วยบริหาร วางแผนยุทธศาสตร์อย่างชาญฉลาด เพื่อนำไปสู่ดวงดาวแห่งความสำเร็จในองค์กร (http://www.booksmile.co.th)

จากการเข้าร่วมประชุมวิชาการและนำเสนอผลงานวิชาการ(ปขมท.) ประจำปี 2557 (ระดับชาติ)

        ในวันที่ 21-22 พ.ค. 58  ณ โรงแรมกิจตรงวิลล์ รีสอร์ท เรื่องทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 สรุปได้ดังนี้

1.การรู้ในยุคดิจิตอล การรู้ปริมาณและเศรษฐศาสตร์ , วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และทัศนาการและสารสนเทศ

เข้าใจองค์ประกอบพื้นฐานและระบุ จัดอันดับแหล่งข้อมูล เข้าใจวิเคราะห์และประเมินข้อมูลและประยุกต์ใช้

ข้อมูลอย่างเหมาะสม

2. สื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ใช้ภาษาไทย ภาษาอังกฤษในการสื่อสารได้เป็นอย่างดี มีความรู้พื้นฐานด้านสื่อ

ใช้เทคโนโลยีเพื่อการสื่อสารและสามารถสื่อสารและร่วมมือทำงานกับผู้อื่นได้

3.มีความคิดเชิงพิจารณ์ และเชิงสร้างสรรค์ สามารถคิดด้วยการวิเคราะห์ เปรียบเทียบ การอนุมาน การแปลความ การ

ประเมินผล และการสังเคราะห์ ,สามารถสร้างสรรค์ความคิดใหม่ๆ เพื่อประโยชน์ต่อตนเอง และสังคมได้ สามารถ

ประยุกต์ความคิดในบริบทต่างๆ เช่น บริบทการแก้ปัญหา ปัญหาเชิงซ้อน ข้อจำกัด  ด้านเวลา และทรัพยากร

4.ผลิตงานอย่างสร้างสรรค์ สามารถแสดงและผลิตผลงานทางวรรณกรรมดนตรีศิลป์และกีฬาที่มีคุณค่าสามารถผลิตผล

งานการประดิษฐ์สร้างสรรค์และออกแบบผลงานทางวิชาการ ได้เป็นอย่างดีสามารถนำผลงานการประดิษฐ์ สร้างสรรค์

และออกแบบผลงานไปนำเสนอและเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้เป็นอย่างดี

5.ร่วมกันรับผิดชอบต่อสังคมโลก ตระหนักรู้และเข้าใจในข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์ของโลกในปัจจุบัน มี

ความรู้ ความเข้าใจและตระหนักในความหลากหลายทางวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี มีความรับผิดชอบต่อ

สังคมและเป็นพลเมืองที่ดีและส่งเสริมสร้างสรรค์สังคมให้เกิดประโยชน์ ต่อตนเองและบุคคลรอบข้าง

          สมาชิกในกลุ่ม มีดังนี้ 

                                                    1. นางวรารัตน์  พรหมสาขา ณ สกลนคร

                                                    2. นางปาณฑรา  ศิริทวี

                                                    3. นายสมชาย  สิริวรรณ 

                                                    4. นางสาวลักษณา  ทองทศ  

     

จากการที่ไปอบรมเทคนิคการบริการด้วยใจเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร

      ภาพรวมของการอบรม 2 วันในการอบรม เป็นการเน้นปรับทัศนคติของการให้บริการ และเน้นการทำ workshop เกี่ยวกับการ.ให้บริการ ซึ่งถือว่าเป็นการอบรมที่เกิดประโยชน์อย่างยิ่งต่อองค์การและผู้รับบริการ แต่กระผมจะขอยกตัวอย่าง 

สักหนึ่งหัวข้อที่ได้จากการไปอบรมในครั้งนี้ คือ ลักษณะของการบริการที่ดี มีดังนี้

1.ทำด้วยความเต็มใจ การให้บริการเป็นเรื่องของจิตใจ ถ้ามีความรักในงานบริการ ก็จะทำทุกสิ่งทุกอย่างในการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้อื่นด้วยความตั้งใจและเต็มใจผลของการกระทำก็มักจะเกิดขึ้นด้วยดี

2.ทำด้วยความรวดเร็ว ผู้รับบริการส่วนใหญ่อยู่ในอาการรีบร้อนจึงต้องการความช่วยเหลือที่ทันอกทันใจ การแสดงออกอย่างกุลีกุจอในการให้บริการจึงเป็นสิ่งที่ช่วยให้ผู้รับบริการมีความสุขและความพอใจ

3.ทำถูกต้อง จะเป็นการสนองตอบความต้องการและทำความพอใจให้แก่ผู้รับบริการอย่างชัดแจ้ง การบริการที่ดีจึงต้องเน้นการทำให้ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ

4.ทำอย่างเท่าเทียมกัน คนส่วนมากต้องการสิทธิพิเศษ และเรียกร้องที่จะรับบริการที่ดีกว่าหรือเหนือกว่าผู้อื่น หากเราแสดงออกให้คนต่าง ๆ เห็นว่าเราให้บริการเป็นพิเศษแก่บางคนก็เท่ากับเราไม่ให้บริการอย่างเป็นธรรม   แต่ต้องแสดงออกให้คนทั่วไปเห็นว่า เราบริการอย่างเสมอภาค

5.ทำให้เกิดความชื่นใจ การบริการที่ดีจะต้องทำให้ผู้รับบริการมีความสุข ซึ่งทุกคนต่างตระหนักดีว่า เมื่อใดที่ผู้ให้บริการสนองตอบความต้องการ ให้ความช่วยเหลืออย่างดีก็จะเกิดความปิติ ดังนั้น ผู้ให้บริการจึงต้องพยายามให้ความช่วยเหลือจนผู้รับบริการชื่นใจ

 เทคนิคการบริการด้วยใจเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร

        - เป็นการอบรมแก่บุคคลหรือหัวหน้างานระดับต้นของหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน บรรยายโดย 

อาจารย์สง่า  อร่ามวิทย์ ซึ่งท่านเป็นนักวิชาการอิสระที่มีประสบการณ์ทำงานกับผู้บริหารระดับสูงทั้งภายในประเทศและต่างประเทศกว่า 10 ปี ในองค์กรชั้นนำต่างๆของโลก

        - หัวข้อที่อบรม คือการสร้างทัศนคติบวกในการบริการด้วยใจที่ดีเยี่ยม(Service Mind) , สร้างความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติของการบริการ , การสร้างจิตสำนึกเช่นการพูดถูกใจ ผู้ฟังชอบ โดยใช้หลักคิดที่ว่า

        - คำพูดหรือการกระทำที่ถูกใจ ทำให้เกิดความรู้สึกได้ง่าย

        - และเลือกคำพูดหรือการกระทำที่ถูกใจผู้ฟัง ย่อมทำให้ผู้ฟังชื่นชม

        - ความชื่นชอบเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์

          ประโยชน์และความรู้จากการอบรมนำมาประยุกต์ใช้กับงานโสตทัศนูปกรณ์

        - งานโสตทัศนูปกรณ์เป็นหนึ่งในหน่วยงานบริการของคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ที่ผู้ใช้บริการเป็นทั้งอาจารย์, บุคลากรและนักศึกษาซึ่งการอบรมหัวข้อเทคนิคการบริการด้วยใจเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กรนั้นการประยุกต์ใช้กับงานโสตทัศนูปกรณ์ทำได้ โดยการตัวเองซึ่งเป็นผู้ให้บริการมีจิตบริการด้วยใจซึ่งต้องมีจิตอาสา ยิ้มจากใจ,มีทัศนคติบวก,ความรู้สึกดี,อารมณ์ดีและความเชื่อที่ดี เป็นต้น

สรุปเนื้อหา KM mini Series ประจำเดือน พฤษภาคม 2558

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2558 เรื่อง เรียนรู้การใช้งาน Windows 8 & MS Office 2013

 

ได้นำเสนอเนื้อเกี่ยวกับ Windows 8.1 ซึ่งอาศัยข้อมูลจากเว็บไซต์ www.microsoft.com

 

บทช่วยสอนเกี่ยวกับ Windows 8.1

 

การเริ่มต้นใช้งาน Windows 8.1

ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ใช้หน้าใหม่ หรือต้องการฟื้นฟูความรู้ บทช่วยสอน 11 ข้อนี้จะแสดงหลักการพื้นฐานให้แก่คุณเกี่ยวกับ Windows 8.1

1. การออนไลน์

การตรวจสอบอีเมล การเยี่ยมชมไซต์ที่คุณโปรดปราน การแสดงข้อคิดเห็นสำหรับอัปเดตสถานะของเพื่อน และสิ่งต่างๆ มากมายที่คุณทำบนพีซีขึ้นอยู่กับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เรียนรู้วิธีการเชื่อมต่อออนไลน์ และวิธีการปกป้องข้อมูลของคุณเมื่ออยู่บนเครือข่ายสาธารณะ

 

 

2. บัญชี Microsoft

ลงชื่อเข้าใช้พีซีของคุณด้วยบัญชี Microsoft และคุณจะลงชื่อเข้าใช้ Windows Store, อีเมลของคุณ, ไซต์เครือข่ายสังคม และอื่นๆ โดยอัตโนมัติ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณมีบัญชี และค้นหาวิธีการตั้งค่าบัญชีสำหรับคนอื่นๆ ที่ใช้พีซีของคุณ

 

3. ทุกเรื่องราวเกี่ยวกับหน้าจอเริ่ม

หน้าจอเริ่มคือจุดเริ่มต้นสำหรับทุกสิ่งที่คุณทำโดยใช้พีซีของคุณ โดยมีลักษณะคล้ายกับเมนูเริ่มที่คุณคุ้นเคย แต่ตอนนี้เป็นแบบเต็มหน้าจอ และคุณสามารถปรับแต่งด้วยแอป เพื่อน และรูปถ่าย

 

4. เดสก์ท็อปที่คุ้นเคย

เดสก์ท็อปที่คุณรู้จักและชื่นชอบจะยังคงอยู่ที่นี่ คุณสามารถใช้โปรแกรมสำหรับการทำงานและเล่นสนุกกับแอปจาก Windows Store โดยทั้งหมดนี้รวมอยู่บนเดสก์ท็อป เพิ่มแอปที่คุณโปรดปรานไว้ในแถบงาน และเลือกชุดรูปแบบและพื้นหลังที่คุณชื่นชอบ

 

5. การเริ่มต้นใช้งานพีซีของคุณ

เรียนรู้สิ่งสำคัญเกี่ยวกับการนำทางไปยังส่วนต่างๆ ของพีซี รวมถึงวิธีการกลับไปที่หน้าจอเริ่ม สลับระหว่างแอปต่างๆ และใช้แอปแบบเคียงข้างกัน เพิ่มประสิทธิภาพด้วยระบบสัมผัสหรือเมาส์และแป้นพิมพ์ และเรียนรู้เกี่ยวกับแป้นพิมพ์ลัดที่สำคัญ

 

6. ค้นหา แบ่งปัน พิมพ์ และอื่นๆ

ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ใดบนพีซี คุณสามารถใช้ทางลัดเพื่อดำเนินการพื้นฐาน ดูวิธีการค้นหาเว็บและพีซีของคุณ แบ่งปันเนื้อหา เช่น รูปถ่ายและเว็บไซต์ กลับไปที่หน้าจอเริ่ม พิมพ์และใช้อุปกรณ์อื่นๆ และเปลี่ยนแปลงการตั้งค่า

 

7. การดาวน์โหลดและใช้งานแอป

ค้นหาหรือเรียกดู Windows Store เพื่อค้นหาแอปที่คุณต้องการ มีแอปมากมายให้เลือกใช้ โดยแอปจำนวนมากเปิดให้ใช้งานฟรี หรือทดลองใช้งานฟรี นอกจากนี้ ค้นหาวิธีการใช้แอป เปลี่ยนแปลงการตั้งค่า และปิดแอป

 

8. ตั้งค่าอีเมล

คุณสามารถใช้แอปจดหมายบนพีซีของคุณหรือ Outlook.com จากเบราว์เซอร์ใดๆ เพื่ออ่าน ตอบกลับ และจัดระเบียบกล่องขาเข้าทั้งหมดของคุณ ดูวิธีการตั้งค่าและเพิ่มบัญชีของคุณ หรือลองใช้เดสก์ท็อปแอป Outlook ใช้งานได้ฟรีด้วย Windows RT 8.1

 

9. ท่องเว็บ

เยี่ยมชมไซต์ที่คุณโปรดปรานด้วย Internet Explorer รุ่นล่าสุด รับทราบข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการเรียกดู และเรียนรู้เกี่ยวกับฟีเจอร์ใหม่ๆ เช่นกัน รับทราบเคล็ดลับเกี่ยวกับวิธีการเข้าถึงไซต์ที่คุณโปรดปรานได้รวดเร็วขึ้น และวิธีการใช้มุมมองการอ่านเพื่อขจัดโฆษณาที่น่ารำคาญ

 

10. ปรับแต่งพีซีในแบบของคุณ

ปรับแต่งพีซีในแบบของคุณด้วยรูปถ่าย สี และพื้นหลังที่คุณชื่นชอบ นำเสนอภาพใบหน้าที่ดีที่สุดของคุณด้วยรูปถ่ายบัญชีใหม่ และพบกับวิธีการตั้งค่ารหัสผ่านรูปภาพ เพื่อให้คุณสามารถลงชื่อเข้าใช้พีซีด้วยรูปถ่ายที่คุณโปรดปราน แทนที่จะใช้รหัสผ่านที่จำยาก
  •  

  • เรียนรู้วิธีการปรับแต่งพีซีของคุณ

  •  

    11. OneDrive

    ตอนนี้คุณสามารถบันทึกไฟล์ของคุณจาก Windows ได้สองวิธี นั่นคือ คุณสามารถบันทึกไฟล์ไว้ในพีซีของคุณ หรือบันทึกไว้ในพื้นที่จัดเก็บข้อมูลออนไลน์ในระบบ Cloud บน OneDrive เมื่อคุณบันทึกไว้ใน OneDrive ไฟล์ของคุณจะพร้อมใช้งานบนอุปกรณ์ทั้งหมด และคุณจะเรียกใช้ไฟล์ได้ทุกเมื่อ คุณจะแบ่งปันและทำงานร่วมกันได้ง่ายกว่าเดิม
  • (ที่มา http://windows.microsoft.com/th-th/windows/tutorial)

 

 

 

สรุปเนื้อหา KM mini Series ประจำเดือน พฤษภาคม 2558

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2558 เรื่อง การใช้ Mobile Application ในการทำงาน

ตามเนื้อหาได้จัดหมวดหมู่ของ Mobile Application ได้เป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

  • Life Style ได้แก่ Google Calendar, Google Drive เป็นต้น
  • Social Media ได้แก่ Facebook, Line, Instagram, Youtube เป็นต้น
  • Productivity ได้แก่ Google Docs, Google Slides เป็นต้น

 

Google Calendar

                  Google Calendar คือ บริการปฏิทินแบบออนไลน์ของ Google ซึ่งทำให้สามารถเก็บข้อมูลเหตุการณ์ต่างๆ รวมไว้ในที่เดียวกันได้ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างกำหนดการนัดหมายและกำหนดเวลาเหตุการณ์ต่างๆ สามารถส่งข้อความเชิญ สามารถใช้ปฏิทินร่วมกับเพื่อนร่วมงาน และ ค้นหาเหตุการณ์ต่างๆ ได้

 วีดีทัศน์ : The new Google Calendar app for Android and iPhone

 ดาวน์โหลด : iOS , Android

 

Cloud storage

                   Cloud Storage คือ ที่เก็บข้อมูลไว้บนอินเตอร์เน็ต สามารถฝากไฟล์และดึงไฟล์ออกได้อย่างสะดวก โดยต้องใช้อินเตอร์เน็ตเป็นสื่อกลาง ทำให้บริการของ Cloud Storage ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังมีปัจจัยที่สนับสนุนอย่างการเติบโตของอุปกรณ์โมบายต่างๆ ทั้ง Smart Phone และ Tablet ทำให้สามารถเข้าถึงได้อย่างง่าย ทำให้สามารถรับส่งข้อมูลได้สบายมากขึ้น

 

 

 จากตารางดังกล่าว ผู้ใช้งานสามารถดาวน์โหลด Application มาติดตั้งใช้ได้ฟรีบน PC และ Smart Phone 

 

Productivity Application

                         Productivity Application หมายถึง กลุ่มโปรแกรมที่ใช้สร้างสรรค์งานต่างรวมถึงงานเอกสารด้วย ในปัจจุบันที่นิยมกันมาก ได้แก่ Microsoft Office WORD, EXCEL, POWER POINT เป็นต้น และในวันนี้ ของแนะนำโปรแกรมที่ สามารถดาวน์โหลดใช้งานได้ฟรี ได้แก่ google docs, google slides และ google sheets ซึ่งเป็นผลิตภันฑ์ที่ทางบริษัท GOOGLE แจกให้ใช้ฟรี ทั้งบน PC, MAC, และ Smart Phone

วีดีทัศน์ : Google Docs

วีดีทัศน์ : Google Slides

วีดีทัศน์ : Google Sheets

 

 

สรุปผลการเข้าร่วมประชุม UKM ครั้งที่ 26

วันที่ 2-3 ตุลาคม 2557 ณ มหาวิทยาลัยมหิดล

  

1. องค์ความรู้เกี่ยวกับ KM

          - นพ.วิจารณ์  พานิช ได้สะท้อนเกี่ยวกับเคล็ดลับการใช้ KM ว่าต้องทำให้เกิดคุณค่า ต้องสนุกกับ KM แล้วแต่สถานการณ์ แต่ต้องเอาคุณค่าเป็นตัวนำ เช่น อนาคตที่ดีของลูกศิษย์ ก็ต้องนำเอาตัวอย่างที่ดีที่เคยทำให้เด็กขี้เกียจกลายเป็นเด็กที่ตั้งใจเรียน เป็นต้น

          - CoPs เป็นเรื่องของการจัดการที่มีเครื่องมือมาช่วย แม้จะมีเรื่องเล่าแต่บางทีไม่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้

         - มหาวิทยาลัยต้องพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง องค์กรต้องมีจิตวิญญาณของการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง การทำ CM=Change Management ต้อง CQI (Continuous Quality Improvement) ต้องใส่การทำงานที่มีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่ทำงานตามมาตรฐานที่หยุดนิ่ง ต้องรู้ตัวเองว่าถ้าไม่เปลี่ยนองค์กรก็จะต้องตาย เพราะโลกมันหมุนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สิ่งที่เคยเป็น Best Practice เมื่อเวลาผ่านไปก็อาจจะไม่ใช่ BP อีกต่อไป

          และ KM ต้องเป็นตัวที่มาทำให้ง่าย ไม่ใช่การทำให้ยุ่งยาก พนักงานทุกคนจะต้องมีความสุขในการทำงาน

          ดังนั้นการทำงานแผน KM ต้องทำ Change Management Plan โดยคนในองค์กรจะต้องพร้อมรับฟัง ชี้ให้เห็น Gap ช่องว่างในด้านทรัพยากร

         - นอกจากนี้ ยังมีวิทยากรสะท้อนประเด็นที่น่าสนใจ เช่น การชี้ให้เห็นว่า KM เป็นเครื่องมือที่จะทำให้องค์กรประสบความสำเร็จ โดยเครื่องมือในการทำ KM มีสองระดับ

1) Higher Order: คือเครื่องมือที่เราต้อง Benchmarking (Best Practice)

2) Basic: เป็นสิ่งที่ทำ Good Practice