โปรแกรม KineMaster อ่านว่า คิ เน๊ะ มาสเตอร์ เป็นโปรแกรมตัดต่อวิดีโอที่มีคุณสมบัติครบถ้วน เช่น เลเยอร์วิดีโอหลายชั้น โหมดการผสมเสียง การพากย์เสียง โครมาคีย์ การควบคุมความเร็ว การเปลี่ยนภาพ ใส่คำบรรยาย เทคนิคพิเศษ และอื่นๆอีกมากมาย  คุณสมบัติหลักของโปรแกรม KineMaster 

   • วิดีโอ รูปภาพ สติ๊กเกอร์ เอฟเฟกต์พิเศษ ข้อความและตัวอักษรลายมือที่มีเลเยอร์หลายชั้น

   • การผสมโหมดเพื่อสร้างเอฟเฟกต์ที่น่าตกใจและสวยงาม

   • เพิ่มเสียงพากย์ เพลงแบ็คกราวนด์ เครื่องเปลี่ยนเสียงและเอฟเฟกต์เสียง

   • เครื่องมือในการตัดแต่ง ตัดต่อและครอบตัดวิดีโอของคุณ

   • การควบคุมความเร็วสำหรับไทม์แลปและเอฟเฟกต์การเคลื่อนไหวแบบช้า

   • EQ ที่ตั้งค่าไว้ล่วงหน้า เสียงหลบและเครื่องมือปรับระดับเสียงเพื่อเสียงที่สมจริง

   • เครื่องมือคีย์เฟรมอนิเมชั่นเพื่อเพิ่มการเคลื่อนไหวให้กับเลเยอร์

   • ส่งออกวิดีโอ 4K 

   • ใช้ฟิลเตอร์สีต่างๆ เพื่อทำให้วิดีโอของคุณดูโดดเด่น

“Active Learning ด้วยเทคโนโลยี สร้างสื่อวีดีโอด้วยมือถือ” นั้นเป็นการเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีเพื่อการออกแบบสื่อการสอน อย่างง่ายและสร้างสรรค์ ผ่านอุปกรณ์มือถือ ตัวอย่างการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะสําคัญในศตวรรษที่ 21 ซึ่งรวมถึง การทํางานร่วมกัน  การคิดและนําเสนออย่างสร้างสรรค์ สามารถตัดต่อวีดีโอผ่านมือถือเพียงเครื่องเดียว โดยใช้แอฟKineMaster ซึ่งเป็นโปรแกรมตัดต่อวิดีโอที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสำหรับโทรศัพท์ (Android)   แอฟ KineMaster มีเครื่องมือที่ใช้งานง่าย เช่น เลเยอร์วิดีโอหลายชั้น โหมดการผสมเสียง การบันทึกเสียง ชุดโครมาคีย์ การควบคุมความเร็วของภาพ การเปลี่ยนภาพ ใส่คำบรรยาย เทคนิคพิเศษ ฯลฯ  สามารถดาวน์โหลดแอฟ KineMaster เพื่อสร้าง แก้ไข และแชร์วิดีโอได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทั้งนี้สามรถนำมาประยุกต์ใช้ในการทำงานของตนเองได้ในโดยเฉพาะการตัดต่อวีดีโอต่างๆได้

       

กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “ แนวปฏิบัติที่ดีในการสื่อสารกับผู้ใช้บริการ”

ในวันจันทร์ที่  21 มกราคม 2562  เวลา 08.30 - 16.30 น.

ณ ห้องประชุมบัวหลวง  อาคารสารสนเทศ  สำนักวิทยบริการ 

จากการประชุมกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “ แนวปฏิบัติที่ดีในการสื่อสารกับผู้ใช้บริการ” สามารถสรุปได้ดังนี้ 

สถานการณ์

1.สรรพนามเรียกขาน

จากข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิประจำสำนัก  ไม่ควรนับ "ญาติ" กับผู้ใช้บริการ

เช่น  พี่  น้อง  ลูก เป็นต้น

ประเภทผู้ใช้บริการ

1.1          1.1    ควรเรียกตามสถานภาพปัจจุบัน  " นักศึกษา, อาจารย์"

1.2   กรณีบุคลากรของคณะ/หน่วยงาน   "ผู้ใช้บริการ" 

2.คำทักทาย

     2.1 คำเรียกตามสถานภาพ     "สวัสดีค่ะ   นักศึกษา/อาจารย์ ติดต่อเรื่องอะไรคะ"

     2.2 กรณีผู้ใช้บริการมีทรัพยากรในมือ(หนังสือ)  ทักทายโดยการ  "ยืมหรือคืนคะ" หรือ "ทำรายการอะไรคะ" หรือ "ขอใช้บริการอะไรคะ"

    2.3 กรณี ผู้ใช้บริการแจ้งความประสงค์จองห้องประชุม  (มีเครื่องสำหรับจองห้องประชุม)  "เชิญเครื่องด้านซ้าย/ขวา นะคะ"  และให้คำแนะนำในการจอง แจ้งรายละเอียดการจองตามคู่มือ

3.เมื่อผู้ใช้บริการทำผิดกฎ

3.1  นำอาหารเข้ามาในห้องสมุด

     - จัดทำป้ายประชาสัมพันธ์

     -  กรณีมีพื้นที่ในการนั่งรับประทาน ให้แจ้งผู้ใช้บริการในการใช้พื้นที่บริเวณใดสำหรับนั่งรับประทาน

     -  แจ้งผู้ใช้บริการถึงเหตุผลในข้อห้ามในการนำอาหาร/เครื่องดื่มมารับประทาน  เช่น เรื่องความสะอาด (มีหนู)  สุขอนามัย เป็นต้น

      3.2 ผู้ใช้บริการทานอาหาร/เครื่องดื่มในบริเวณที่ไม่อนุญาต

       - กรณีมีการแจ้งจากผู้ใช้บริการมีการส่งเสียงดัง ดำเนินการเบื้องต้นโดยการเปิดสปอร์ตแจ้งเตือน

        - กรณีผู้ใช้บริการนำเข้ามาทานในบริเวณที่ไม่อนุญาต  ดำเนินการโดยแจ้งผู้ใช้บริการและให้คำแนะนำ

        - กรณีมีผู้ใช้ยืนยันไม่ทำตามกฎข้อห้าม ควรดำเนินการโดย  "แจ้งเหตุผลของการไม่อนุญาตให้นำ อาหาร/เครื่องดื่มมารับประทาน" 

        - จัดทำป้ายประชาสัมพันธ์ห้ามนำเครื่องดื่ม/อาหาร มารับประทานในบริเวณที่ไม่อนุญาต 

        - เสียงตามสาย

        - จัดทำนิทรรศการผลที่เกิดขึ้นจากการนำอาหาร/เครื่องดื่มมารับประทานในบริเวณที่ไม่อนุญาต

     3.3 ผู้ใช้บริการส่งเสียงดัง

     - กรณี มีการแจ้งจากผู้ใช้บริการมีการส่งเสียงดัง ดำเนินการเบื้องต้นโดยการเปิดสปอร์ตแจ้งเตือน

     - จัดทำป้ายประชาสัมพันธ์ห้ามส่งเสียงดัง

     3.4 ผู้ใช้บริการแต่งกายไม่สุภาพ

     - ติดป้ายประชาสัมพันธ์เรื่องการแต่งกาย และตัวอย่างการแต่งกายที่สุภาพตามกาลเทศะ

4.เมื่อผู้ใช้บริการปฏิเสธความรับผิดชอบในการติดค้างหนี้สินห้องสมุด

    - ในเบื้องต้นขอโทษผู้ใช้บริการ และขอตรวจสอบรายละเอียด

5.กรณี พบผู้ใช้บริการนำหนังสือออกโดยไม่ได้รับอนุญาต

    - แจ้งผู้ใช้บริการ  "กรุณาติดต่อเคาน์เตอร์บริการนะคะ"

*** จากข้อสรุปดังกล่าว คณะต่าง ๆ ของเรียกตามสภาพหรือแนวปฏิบัติของแต่ละคณะฯ ***

 

 

สามาถดูเพ่ิมเติมได้ที่

http://www.la.ubu.ac.th/admin/gallery/842_1531367197.jpg

 

รายงานผลการดำเนินงานการจัดการความรู้ ประจำปีการศึกษา 2560

          ตามที่คณะศิลปศาสตร์ได้ดำเนินการจัดโครงการ การจัดการความรู้และถ่ายทอดความรู้         ในปีการศึกษา 2559 โดยกำหนดเป้าหมายในแผนการจัดการความรู้ที่ครอบคลุมในด้านการผลิตบัณฑิตและด้านการวิจัย

ด้านการผลิตบัณฑิต  มีการกำหนดประเด็นแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเรื่องการคิดคำนวณต้นทุนต่อหน่วย FTES และการบริหารความเสี่ยงระดับหลักสูตร เนื่องจากในปีการศึกษาดังกล่าวคณะศิลปศาสตร์มีการปรับหลักสูตรจำนวนมากอีกทั้งมีประเด็นเกี่ยวกับการการคิดคำนวณต้นทุนต่อหน่วยในแต่ละหลักสูตรจึงทำให้เกิดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในประเด็นดังกล่าว 

ส่วนด้านกาวิจัยกำหนดประเด็นแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การขอตำแหน่งทางวิชาการ และเพื่อให้การจัดการความรู้ในเรื่องดังกล่าวเกิดกระบวนการที่นำสู่การค้นหาแนวปฏิบัติที่ดี  ในปีการศึกษา 2560 นี้ คณะกรรมการจัดการความรู้ คณะศิลปศาสตร์จึงมีการทบทวนผลที่ได้จากการดำเนินงานในปีการศึกษาที่ผ่านมาเพื่อที่จะวางแผนในการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในปีการศึกษานี้ จากการทบทวนผลการดำเนินงานพบว่า

ผลการดำเนินงานในกิจกรรม ด้านการผลิตบัณฑิต คือ กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเรื่อง อบรมเชิงปฏิบัติการการคิดคำนวณต้นทุนต่อหน่วย FTES และการบริหารความเสี่ยงระดับหลักสูตร กิจกรรมดังกล่าวบรรลุวัตถุประสงค์และสำเร็จตามตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ในด้านค่าเฉลี่ยความพึงพอใจ จำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม และการดำเนินการที่แล้วเสร็จตามเวลาที่กำหนด แต่เนื่องจากประเด็นดังกล่าวเป็นประเด็นเฉพาะกิจ จำเป็นต้องอาศัยบุคลากรไม่เฉพาะสายวิชาการเท่านั้น  แต่ต้องมีสายสนับสนุนทั้งในระดับคณะ และระดับมหาวิทยาลัยมาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อค้นหาแนวปฏิบัติที่ดีในเรื่องดังกล่าวซึ่งอาจใช้เวลานานเนื่องจากในระดับมหาวิทยาลัยก็ยังมิได้ข้อสรุปหลักการคำนวณต้นทุนต่อหน่วย FTES       ด้วยเหตุดังกล่าวคณะกรรมการการจัดการเรียนรู้พิจารณาเห็นว่ากิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเรื่องการผลิตบัณฑิตอาจต้องทบทวนพิจารณาหาประเด็นใหม่

          ผลการดำเนินงานในกิจกรรม ด้านการวิจัย คือ กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเรื่อง การแลกเปลี่ยนประสบการณ์การขอตำแหน่งทางวิชาการ กิจกรรมดังกล่าวบรรลุวัตถุประสงค์และสำเร็จตามตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ในด้านค่าเฉลี่ยความพึงพอใจ จำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม และการดำเนินการที่แล้วเสร็จตามเวลาที่กำหนด  โดยกิจกรรมหลักจะเป็นการถ่ายทอดประสบการณ์จากผู้แทนสาขาวิชาภาษาและการสื่อสาร และผู้แทนจากสาขาวิชามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์  กิจกรรมดังกล่าวได้รับการตอบรับจากคณาจารย์ที่มีแผนจะขอตำแหน่งทางวิชาการเป็นจำนวนมากและจากหลากหลายหลักสูตร  เนื่องจากคณะศิลปศาสตร์มีเป้าหมายในการเพิ่มตำแหน่งทางวิชาการของบุคลากรสายวิชาการ อีกทั้งตำแหน่งทางวิชาการเป็นสิ่งสำคัญต่ออาจารย์ประจำหลักสุตรและอาจารย์บริหารหลักสุตรตามเกณฑ์ประกันคุณภาพภายในหลักสูตร  คณะกรรมการการจัดการเรียนรู้พิจารณาเห็นว่ากิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเรื่องนี้ควรมีการจัดต่อในปีการศึกษา 2560 เพื่อนำสู่การค้นหาแนวปฏิบัติที่ดีและเผยแพร่แนวปฏิติในการขอตำแหน่งทางวิชาการดังกล่าว

                ในปีการศึกษา 2560 คณะกรรมการการจัดการเรียนรู้ คณะศิลปศาสตร์ ได้มีการทบทวนและสรุปผลการดำเนินงานในปีการศึกษาที่ผ่านมาเพื่อวางแผนและกำหนดประเด็นเรื่องในการจัดการเรียนรู้ ในปีการศึกษา 2560 นี้ ที่ประชุมมีมติในการดำเนินการดังนี้

กิจกรรมในด้านการผลิตบัณฑิต  เนื่องจากในปีการศึกษา2559 กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเรื่อง อบรมเชิงปฏิบัติการการคิดคำนวณต้นทุนต่อหน่วย FTES และการบริหารความเสี่ยงระดับหลักสูตรเป็นประเด็นเฉพาะกิจ จำเป็นต้องอาศัยบุคลากรไม่เฉพาะสายวิชาการต้องมีสายสนับสนุนทั้งในระดับคณะ และระดับมหาวิทยาลัยมาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อค้นหาแนวปฏิบัติที่ดีในเรื่องดังกล่าวซึ่งอาจใช้เวลานานเนื่องจากในระดับมหาวิทยาลัยก็ยังมิได้ข้อสรุป   คณะกรรมการการจัดการเรียนรู้พิจารณาเห็นว่ากิจกรรมในปีที่ผ่านมามีข้อจำกัดและไม่สามารถดำเนินการได้  ดังนั้นเพื่อคงไว้ในประเด็นเรื่องการจัดการเรียนการสอนของหลักสูตรเช่นเดิม ที่ประชุมเสนอว่ามีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Outcome Based Learning (OBE)  หากจะจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในด้านการผลิตบัณฑิต ควรพิจารณาประเด็นดังกล่าวควบคู่กับกิจกรรมที่จะจัดขึ้น  ดังนั้นกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในปีการศึกษานี้จึงเป็นเรื่อง การบูรณาการงานวิจัยกับการจัดการเรียนการสอน  ซึ่งหากพิจารณาสาระรายวิชาที่มีการวัดประเมินผลเพียงอย่างเดียวอาจไม่สะท้อนภาพได้ชัด ดังนั้นเพื่อให้การบริหารจัดการเรียนการสอนของหลักสูตรเกิดกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่แท้จริงควรมีการพัฒนางานวิจัยควบคู่กับการจัดการเรียนการสอนในรายวิชา ซึ่งผลที่ได้จะก่อให้เกิดการพัฒนาและการบูรณาการระหว่างงานวิจัยกับการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาต่างๆ ดังนั้นในปีการศึกษา2560 นี้ คณะกรรมการการจัดการความรู้จะจัดกิจกรรมด้านการผลิตบัณฑิต เรื่อง การบูรณาการงานวิจัยกับการจัดการเรียนการสอน 

กิจกรรมด้านการวิจัย คือ กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเรื่อง การแลกเปลี่ยนประสบการณ์การขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการ ในปีการศึกษา2560 นี้ ได้จัดเป็นครั้งที่2 กิจกรรมในปีนี้จะเป็นกิจกรรมที่ต่อยอดจากการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในปีการศึกษาที่ผ่านมา โดยในปีนี้ยังคงจัดกิจกรรมในเรื่อง       การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการขอตำแหน่งทางวิชาการ เช่นเดิมเพื่อเป็นการค้นหาแนวปฏิบัติที่เกิดจากผู้เข้าร่วมกิจกรรมผ่านประสบการณ์ตรงจากการเข้าร่วมกิจกรรมทั้งสองครั้ง เกิดองค์ความรู้ใหม่ที่สกัดมาจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถ่ายทอดออกมาเป็นแนวปฏิบัติในเรื่องการขอตำแหน่งทางวิชาการ และจะนำแนวปฏิบัติที่เกิดจากผู้เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวเผยแพร่ผ่านทางเวปไซด์ของคณะศิลปศาสตร์             ซึ่งในปีนี้รูปแบบกิจกรรมจะเป็นในลักษณะ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่เกิดจากประสบการณ์ของผู้พิจารณาตำแหน่งทางวิชาการร่วมกับประสบการณ์จากผู้ขอตำแหน่งทางวิชาการ  โดยคาดว่าผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมจะยังคงเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตร อาจารย์บริหารหลักสูตร รวมถึงอาจารย์ที่อยู่ในขั้นตอนการขอตำแหน่งทางวิชาการ 2-3 ราย เป็นหลัก

แผนการดำเนินงานการจัดการเรียนรู้ ปีการศึกษา 2560

ปีการศึกษา 2560

 

ประเด็น

การจัดการความรู้

 

 

กิจกรรม

 

 

กลุ่มเป้าหมาย

ตัวชี้วัดความสำเร็จ

 

 

ผลผลิต

 

 

 

เวลา

จำนวน

คน

ค่าเฉลี่ยความพึงพอใจ

ด้านการผลิตบัณฑิต

กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับประสบการณ์การ การบูรณาการงานวิจัยกับการเรียนการสอน

 

 

 

คณาจารย์จำนวน 20 คน

 

 

บรรลุ

 

 

บรรลุ

 

 

บรรลุ

- ปีการศึกษา2560 จะมีงานวิจัยในชั้นเรียนจำนวนเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีการศึกษาที่ผ่านมา

- ผลที่ได้จากงานวิจัยในชั้นเรียนสามารถนำไปปรับปรุงและพัฒนาการจัดการเรียนการสอนไม่ต่ำกว่า 3 หลักสูตร

 

 

 

 

ในปีการศึกษา2560 นี้คณะศิลปศาสตร์มีการเผยแพร่แนวปฏิบัติที่ดีในเรื่องการขอตำแหน่งทางวิชาการ ผ่านทางเว็บไซต์ของคณะ

ด้านการวิจัย

กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับประสบการณ์การการขอตำแหน่งทางวิชาการของคณาจารย์ในคณะ

 

 

บรรลุ

 

 

บรรลุ

 

 

บรรลุ

 

- คณะศิลปศาสตร์มีอาจารย์ที่ได้ตำแหน่งทางวิชาการที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีการศึกษาที่ผ่านมา

-แต่ละหลักสูตรมีคะแนนประกันคุณภาพในส่วนคุณวุฒิของอาจารย์ที่เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 3 หลักสูตร

 

Normal 0 false false false EN-US X-NONE TH /* Style Definitions */ table.MsoNormalTable {mso-style-name:ตารางปกติ; mso-tstyle-rowband-size:0; mso-tstyle-colband-size:0; mso-style-noshow:yes; mso-style-priority:99; mso-style-parent:""; mso-padding-alt:0cm 5.4pt 0cm 5.4pt; mso-para-margin-top:0cm; mso-para-margin-right:0cm; mso-para-margin-bottom:8.0pt; mso-para-margin-left:0cm; line-height:107%; mso-pagination:widow-orphan; font-size:11.0pt; mso-bidi-font-size:14.0pt; font-family:"Calibri",sans-serif; mso-ascii-font-family:Calibri; mso-ascii-theme-font:minor-latin; mso-hansi-font-family:Calibri; mso-hansi-theme-font:minor-latin;}

ประโยชน์ที่ผู้เข้ารับการอบรมได้นำไปใช้

 

การอบรมเพื่อเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการ ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับการเตรียมตัวเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์ด้านการตรวจผลงานทางวิชาการอย่างสูง ผมได้เรียนรู้จากผู้รู้จริงและทำให้เกิดความกระจ่างในด้านเอกสารและขั้นตอนการพิจารณาเอกสารประกอบ ในส่วนของเอกสารวิทยากรได้ให้ความรู้เรื่องการเสนอเอกสารประกอบการขอกำหนดตำแหน่งต่าง ๆ ได้แก่ วิจัย บทความวิจัย บทความวิชาการและผลงานทางวิชาการในลักษณะอื่น ๆ

 ในส่วนของการวิจัยนั้นได้ข้อมูลเรื่องขั้นตอนและกระบวนการวิจัยที่ต้องดำเนินการอย่างเป็นทางการและมีหลักฐาน เช่นมีการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิอ่านพิจารณาวิจัย และมีการเขียนรายงานการวิจัยอย่างเป็นระบบ การเผยแพร่อย่างกว้างขวางนั้นสามารถทำได้หลายวิธีด้วยกันได้แก่การส่งเล่มไปตามห้องสมุดต่างๆและการตีพิมพ์ผลงานผ่านวารสารหรือ Proceedings 

ในส่วนของการใช้บทความวิจัยเป็นเอกสารหลักนั้น ผู้ทรงคุณวุฒิได้แนะนำว่าให้ตีพิมพ์ในวารสารที่มีระบบพิชยพิจารณ์ นอกจากนี้ยังได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในด้านการตีพิมพ์เช่น ในวารสารนั้นตนเองไม่ควรเป็น editor เนื่องจากจะทำให้เกิดข้อกังขาในกระบวนการคัดสรรผลงานลงตีพิมพ์ได้

 ในส่วนของการตีพิมพ์บทความทางวิชาการนั้นมีลักษณะเช่นเดียวกับการตีพิมพ์ผลบทความวิจัย

และสุดท้ายผลงานในลักษณะอื่น ๆ นั้น ผู้ทรงคุณวุฒิได้ให้ข้อมูลลักษณะงานที่เข้าข่ายดังกล่าว รวมทั้งให้ยึดระเบียบที่เกี่ยวข้องเป็นแนวทาง

ผู้ทรงคุณวุฒิได้ให้กำลังใจอย่างยิ่งแก่ผู้ที่จะยื่นขอตำแหน่งางวิชาการและทำให้รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ไม่ยากจนเกินไป

ในส่วนของการปฏิบัตินั้นผมได้ใช้สิ่งที่เรียนรู้มาอย่างเต็มที่ ในส่วนตัวผมเลือกที่จะใช้การวิจัยฉบับสมบูรณ์เป็นเอกสารหลัก แม้ผู้ทรงจะได้บอกไว้ว่าการใช้เอกสารนี้อาจจะลำบากเพราะมีเนื้องานเป็นจำนวนมากและผู้ทรงอาจจะเสนอให้แก้ไข ในส่วนนั้นตนเองได้พิจารณาแล้วเก็นว่าการเสนอเล่มรายงานการวิจัยเป็นเอกสารหลักนั้นเป็นสิ่งสำคัญเพราะแม้แต่บทความวิจัยที่ตีพิมพ์ออกมาแล้วก็ล้วนมาจากเล่มวิจัยฉบับสมบูรณ์ทั้งสิ้น การให้ผู้ทรงตรวจงานวิจัยเป็นเอกสารหลักนั้นอาจจะเสี่ยงต่อการได้รับคำขอให้ปรับแก้ไข แต่ก็เป็นโอกาสที่จะได้เรียนรู้เพิ่มเติม เช่นกัน นอกจากนี้ผมยังมองว่าการได้หรือไม่ได้ ผศ. นั้นสำคัญพอๆ กับการได้เรียนรู้ระหว่างทาง งานวิจัยได้ดำเนินไปตามที่ผู้ทรงคุณวุฒิแนะนำคือมีการเสนอร่างวิจัยอย่างเป็นทางการและมีกระบวนการพิจารณาร่างวิจัยฉบับสมบูรณ์โดยผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก และเมื่อเล่มแล้วเสร็จก็ได้ส่งเล่มไปตามห้องสมุดมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ตามเงื่อนไขการเผยแพร่ และได้นำเสนอในงานประชุมทางวิชาการระดับนานาชาติเพื่อให้การเผยแพร่เป็นไปอย่างกว้างขวางตามเกณฑ์ กพอ.

นอกจากนี้ผมยังได้ใช้งานวิชาการในลักษณะอื่นประเภทงานแปลเป็นเอกสารประกอบ โดยใช้การเผยแพร่ตามหลัก กพอ ที่ผู้ทรงคุณวุฒิแนะนำ

จากประสบการณ์การส่งเอกสารประกอบการขอตำแหน่งทางวิชาการนั้น พบว่าในรายละเอียดมีความยุ่งยากในเรื่องแบบฟอร์มอย่างมาก ซึ่งในการอบรมไม่ได้กล่าวถึงด้านนี้มากนัก และที่ผมพบว่ายากที่สุดคือการตีความเนื้อหาในประกาศ กพอ ซึ่งพบว่ามีความยืดหยุ่นน้อยมากทั้งที่งานวิชาการนั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อน อาทิ การกำหนดว่า Journal ที่ลงผลงานต้องอยู่ในฐานนั้น ๆ จะเห็นได้ว่าในความเป็นจริงนักวิชาการที่มีความเข้มแข็งทางวิชาการสนใจเพียงคุณภาพทางวิชาการเท่านั้น นั่นคือกระบนการพิชยพิจารย์ การปรากฏในฐานไม่ได้บ่งชี้คุณภาพมากน้อยแต่อย่างใด และฐานข้อมูลเป็นเชิงพานิชย์ การผูกติดความก้าวหน้าทางวิชาการกับฐานข้อมูลทำให้ไม่สามารถแม้แต่จะส่งเอกสารที่นักวิชาการได้ไตร่ตรองแล้วว่ามีคุณภาพ โดยไม่มีข้อยืดหยุ่นเช่น การอนุญาตให้ส่งได้โดยให้ผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกเป็นผู้ตัดสิน ท้ายที่สุดแล้วอาจจะเป็นการทำให้วงการวิชาการการเป็นเครื่องมือขององค์กรแสวงหากำไรไปในที่สุด

ผมพบว่าการได้ฟังผู้ทรงคุณวุฒิอธิบายโดยตรงรู้สึกมีกำลังใจและสบายใจมาก และจะดีที่สุดหากระบบการส่งเอกสารและกลั่นกรองเอกสารมีให้ความสำคัญกับความเป็นวิชาการมากกว่าระเบียบขั้นตอนตามตัวอักษร

 

เฉลิมชัย วงศ์รักษ์

 

โครงการสัมมนาเรื่อง การส่งเสริมการอ่านในยุคประเทศไทย 4.0

วันที่  13 – 14  ก.ค.  2560

ณ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎอุบลราชธานี 

ไทยแลนด์ 4.0”  เป็นวิสัยทัศน์เชิงนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย หรือ โมเดลพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาล บนวิสัยทัศน์ที่ ว่า มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ไทยแลนด์ 4.0 จะพัฒนาเรื่องใดบ้าง? มีการพัฒนาวิทยาการ ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัยและพัฒนา แล้วต่อยอดในกลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม ใช้แนวทาง สานพลังประชารัฐ เป็นตัวการขับเคลื่อน โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน ภาคการเงินการธนาคาร ภาคประชาชน ภาคสถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยต่างๆ ร่วมกันระดมความคิด ผนึกกำลังกันขับเคลื่อนผ่านโครงการบันทึกการร่วมมือ  กิจกรรม หรือ งานวิจัยต่าง ๆ ซึ่งจะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตและบริการแบบเดิมให้เป็นการนำเสนอนวัตกรรมใหม่ในเชิงสร้างสรรค์ อาทิ การเกษตรเชิงสร้างสรรค์ที่ได้ประสิทธิผลที่ดีขึ้น การมุ่งให้โอกาสคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดสร้างสรรค์ในการทำธุรกิจ อย่างเช่นกลุ่มที่เรียกว่า Startups เป็นกลุ่มบริษัทเกิดใหม่ที่มีศักยภาพสูง และพยายามพัฒนาแรงงานให้มีทักษะ ความรู้ ความเชี่ยวชาญ ที่สูงขึ้น

การเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่การเป็นไทยแลนด์ 4.0 ควรเริ่มจากการส่งเสริมสนับสนุนสังคมให้รักการอ่านให้มากขึ้น โดยภาครัฐต้องส่งเสริมการผลิตและเผยแพร่สารสนเทศเชิงสร้างสรรค์ ที่มุ่งเน้นเนื้อหาคุณภาพ การพัฒนาการศึกษาที่มุ่งให้เด็กรักการอ่าน รู้จักคิดวิเคราะห์มากกว่าการท่องจำ การพัฒนาแหล่งศึกษาค้นคว้าห้องสมุดให้คนเข้าถึงได้ มีการคัดเลือกหนังสือดีมีคุณภาพ น่าสนใจ มีการการส่งเสริมให้คนเข้าห้องสมุดมากขึ้น  ดังนั้นควรสร้างสภาพแวดล้อมทางความคิดให้กับคนไทย เพื่อให้สามารถพัฒนาตนเองทางความคิด และนำไปสู่การพัฒนาวิทยาการ ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัยที่สามารถนำไปต่อยอด ตามเป้าหมาย 5 กลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม ได้แก่

 1. กลุ่มอาหาร เกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ

 2. กลุ่มสาธารณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์

 3. กลุ่มเครื่องมืออุปกรณ์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ และระบบเครื่องกลที่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ควบคุม

 4. กลุ่มดิจิตอล เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมต่อและบังคับอุปกรณ์ต่าง ๆ ปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีสมองกล

 5. กลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ วัฒนธรรม และบริการที่มีมูลค่าสูง

ทั้งหมดนี้ คือเป้าหมายไทยแลนด์ 4.0

สรุปกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้

“โครงการอบรมการเขียนบทความวิจัยและบทความวิชาการ”

โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. อานันท์  กาญจนพันธุ์

วันศุกร์ที่  26  เดือนพฤษภาคม  พ.ศ. 2560  เวลา 09.00-12.00 น.

ณ ห้องดอกจาน 4  คณะศิลปศาสตร์  มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

         

ถอดบทเรียนโดย  ผศ.ดร. ชาญชัย  คงเพียรธรรม

 

ประเด็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การเขียนบทความวิจัยและบทความวิชาการ

-          องค์ประกอบของบทความมีอะไรบ้าง

-          บทความวิจัยต่างจากบทความวิชาการอย่างไร

-          วิธีเขียนบทความวิจัย/ บทความวิชาการที่ดี เพื่อที่จะทำให้ได้ลงตีพิมพ์ในวารสารวิชาการทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

 

สภาพปัญหาของการเขียนบทความวิจัยและบทความวิชาการ

-          อาจารย์หลายท่านไม่เคยมีผลงานทางวิชาการ (บทความวิจัย/บทความวิชาการ) ตีพิมพ์เผยแพร่มาก่อน  จึงไม่ทราบว่าจะเริ่มต้นอย่างไร  (เขียนเรื่องอะไร  เขียนอย่างไร  และจะส่งไปลงตีพิมพ์ที่ไหน)

-          อาจารย์หลายท่านเคยลงตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการ (บทความวิจัย / บทความวิชาการ) มาบ้างแล้ว  แต่ยังไม่พอใจกับผลงานของตนเท่าที่ควรนัก  จึงต้องการที่จะพัฒนาศักยภาพทางด้านวิชาการของตนให้เพิ่มมากขึ้น ด้วยการศึกษาแบบอย่างจากนักวิชาการที่มีชื่อเสียงระดับแถวหน้าของประเทศไทยว่า ท่านเหล่านั้นมีวิธีการอย่างไรในการผลิตผลงานวิชาการ (บทความวิจัย/บทความวิชาการ) ที่มีคุณภาพจนเป็นที่ยอมรับในวงกว้างทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

 

แนวปฏิบัติที่ดีของคณะศิลปศาสตร์  ในการเขียนบทความวิจัยและบทความวิชาการ

-          บทความวิจัยและบทความวิชาการที่ดีนั้นจะต้องประกอบไปด้วยองค์ประกอบสำคัญ 5 ประการ คือ 1) วิธีคิดในการตั้งประเด็นปัญหาและกำหนดโจทย์วิจัยต้องชัดเจน (Problematization) ซึ่งส่วนนี้จะอยู่ในบทนำ  2) การนิยามบริบทในมิติต่างๆ ของปัญหาวิจัยต้องชัดเจน  (Contextualization) ซึ่งบริบทที่ว่านี้  ได้แก่  เวลา  สถานที่  รวมทั้งแนวคิดที่ปรากฏในยุคนั้น  3)  การจำลองและนิยามความเชื่อมโยงความคิด (Conceptualization) ต้องกล่าวถึงแนวคิด ทฤษฎีที่ใช้เป็นแกนของบทความ รวมถึงวิพากย์แนวคิด หรือทฤษฎีต่างๆ  4) การจำแนกแยกแยะหน่วยของการศึกษาวิเคราะห์ (Differentiation) และ 5) การปฏิบัติการปรับความคิดทางทฤษฎีและระดับนามธรรมของการวิเคราะห์ (Operationalization)  บทความชิ้นนั้นๆ จึงสมบูรณ์

-          บทความที่ดีจะต้องมีการวิเคราะห์  ตีความ  เปรียบเทียบ มีแนวคิด และมีการเชื่อมโยง

-          บทความวิชาการ  แท้จริงแล้ว คืองานวิจัยชิ้นย่อยๆ นั่นเอง  เพราะมีการค้นคว้าหาข้อมูล  การวิเคราะห์  สังเคราะห์ข้อมูล ไม่ต่างจากการทำวิจัย

-          นักวิชาการที่ดีจะต้องหมั่นเป็นคนช่างสังเกตและรู้จักตั้งคำถาม  เพราะการตั้งคำถามเป็นหัวใจของการทำงานวิชาการ  ไม่ว่าจะเป็นการทำวิจัย หรือการเขียนบทความ

-          ผู้เขียนบทความจะต้องพึงระลึกอยู่เสมอว่าแนวคิด ทฤษฎีต่างๆ ที่นำมาใช้ช่วยให้ทำงานวิชาการได้ง่ายขึ้น  แต่แนวคิด ทฤษฎีไม่ใช่คำตอบของงานทางวิชาการ (ทฤษฎีเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย และเหตุปัจจัยต่างๆ อยู่เสมอ)

-          ผู้เขียนบทความจะต้องเข้าใจความแตกต่างของพื้นที่  หรือบุคคลที่ต้องกล่าวถึง  ไม่ควรใช้วิธีการเหมารวม เช่น ถ้าจะกล่าวถึงชาวนาในพื้นที่ภาคอีสาน ควรระบุพื้นที่ให้ชัดเจน  เพราะชาวนาในภาคอีสานนั้นมีอยู่หลายกลุ่ม มีทั้งที่ประสบความสำเร็จในอาชีพ และที่ล้มเหลวจนมีหนี้สินมากล้นพ้นตัว  มีทั้งที่ประยุกต์ใช้วิธีการเกษตรสมัยใหม่ และแบบที่ทำเกษตรแบบดั้งเดิมตามปู่ย่าตายาย เป็นต้น

-          การเขียนบทสรุป (Conclusion) ของบทความ  ไม่ใช่การลอกเนื้อหาจากบทความทั้งหมดมาเขียนไว้ในบทสรุป  แต่จะต้องสรุปให้ได้ว่า 1)  ข้อค้นพบใหม่คืออะไร  2)  ต้องนำข้อค้นพบนั้นไปสนับสนุนหรือโต้แย้งกับงานของนักวิชาการท่านอื่น และ 3)  ประเมินค่าว่าผลงานของเรามีคุณค่าในด้านใด  เช่น มีคุณค่าในทางทฤษฎี  หรือมีคุณค่าต่อสังคมอย่างไร

-          ขอให้พึงระลึกอยู่เสมอว่า  “อาจารย์ทุกคนมีความรู้  ความสามารถ มีศักยภาพด้วยกันทั้งนั้น  ขอเพียงแค่มีความกล้า  เอาชนะความกลัวที่อยู่ภายในใจ  การเขียนบทความวิจัยหรือบทความวิชาการนั้นไม่ใช่เรื่องยากเลย” 

 

การเผยแพร่แนวปฏิบัติที่ดีของการเขียนบทความวิจัยและบทความวิชาการของคณะศิลปะศาสตร์

 

-          ลงแนวปฏิบัติที่ดีในเว็บไซต์งานวิจัย  คณะศิลปศาสตร์  เพื่อให้ผู้ที่ไม่ได้ร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ดังกล่าว สามารถนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ต่อไปhttp://web.la.ubu.ac.th/gallery/activity.php?g=781

ผังงาน (Flowchart)

- แผนภาพ (Image) หรือสัญลักษณ์ (Symbol) ที่ใช้เขียนแทนขั้นตอนคำอธิบายข้อความหรือคำพูดที่ได้อัลทิริทึม (Algorithm) ที่ใช้เขียนแทนขั้นตอน คำอธิบายข้อความหรือคำพูด หรือกระบวนการทำงานตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนถึงขั้นตอนสุดท้าย

- เป็นเครื่องมือที่ใช้การรวบรวมจัดลำดับความคิด เพื่อให้ห็นขั้นตอนการทำงานที่ชัดเจนและใช้วางแผนการทำงานขั้นแรก

แบ่งออกเป็น 2 ประเภท

- ผังงานระบบ (System Flowchart)

- ผังงานโปรแกรม (Program Flowchart)

ผังงานระบบ (System Flowchart)

ผังงานระบบ (System Flowchart)  คือ ผังงานที่แสดงขั้นตอนการทำงานของระบบอย่างกว้าง ๆ แต่ไม่เจาะลึกลงในระบบงานย่อย  แสดงถึงอุปกรณ์รับและส่งข้อมูล สื่อ วิธีประมวลผล แสดงผลลัพท์ และลำดับขั้นการทำงาน

ผังงานโปรแกรม (Program Flowchart)

ผังงานโปรแกรม (Program Flowchart)  คือ ผังงานที่แสดงขั้นตอนในการทำงานของโปรแกรมตั้งแต่รับข้อมูล คำนวณ จนถึงแสดงผลลัพท์ของคำสั่งการทำงาน เพื่อวางแผนหรือรวบรวมความคิดการเขียนโปรแแกรม  โปรแกรมจะแสดงลำดับคำสั่งเป็นขั้นตอน (Step By Step)

การเขียนผังงานโปรแกรมจะช่วยลดข้อผิดพลาดในการเขียนโปรแกรมลงได้ ทำให้เขียนโปรแกรมง่ายขึ้นและถูกต้อง รวมถึงยังช่วยวิเคราะห์จุดบกพร่องที่เกิดขึ้น

โปรแกรมประกอบด้วยกระบวนการ 3 รูปแบบ

1. การทำงานตามลำดับ เป็นรูปแบบที่ง่ายที่สุด  คือการเขียนการทำงานจากบนลงล่าง เขียนคำสั่งเป็นบรรทัดและทำทีละบรรทัดจากบรรทัดบนสุดถึงบรรทัดล่างสุด

2.การเลือกระทำตามเงื่อนไข  การตัดสินใจหรือเลือกเงื่อนไข  คือเขียนโปรแกรมเพื่อนำค่าไปเลือกกระทำโดยปกติจะมีเหตุการณ์ 2 กระบวน คือเงื่อนไขเป็นจริงและเงื่อนไขเป็นเท็จ

3. การกระทำซ้ำ  คือการทำกระบวนการหนึ่งหลายครั้ง โดยมีเงื่อนไขในการควบคุม

ประโยชน์ของผังงาน

1. ช่วยลำดับขั้นตอนการทำงานโปรแกรมและสามารถนำไปใช้เขียนโปรแกรมได้โดยไม่สับสน

2. ช่วยให้การตรวจสอบและแก้ไขโปรแกรมได้อย่างง่ายเมื่อเกิดข้อผิดพลาด

3. ช่วยให้การดัดแปลงแก้ไขทำได้อย่างสะดวกมากขึ้น

4. ช่วยให้เข้าใจลำดับและความสัมพันธ์ระหว่างขั้นตอนในการทำงาน

ข้อจำกัดของผังงาน

1. ใช้สื่อความหมายระหว่างบุคคลมากกว่า

2. ไม่ทราบลำดับความสำคัญของแต่ละขั้นตอน

3. ผังงานจะบอกเพียงลำดับอย่างไรและปฏิบัติอย่างไร

4. ผังงานไม่สามารถแทนลักษณะคำสั่งในภาษาได้ชัดเจน

 

ผังงานคืออะไร  Flowchart

- แผนภาพหรือสัญลักษณ์แสดงลำดับขั้นตอนการทำงานของ Algorithm

      หรือกระบวนการทำงานตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนถึงขั้นตอนสุดท้าย

- เป็นเครื่องมือใช้การรวบรวมจัดลำดับความคิดเพื่อให้เห็นขั้นตอนการทำงาน

     ที่ชัดเจน  และใช้วางแผนการทำงานขั้นแรก

แบ่งออกเป็น 2 ประเภท

1.  ผังงานระบบ (System Flowchart)  คือ ผังงานที่แสดงขั้นตอนการทำงานของระบบ  แสดงถึงอุปกรณ์รับและส่งข้อมูล  สื่อ  วิธีประมวลผล   แสดงผลลัพธ์  และลำดับขั้นการทำงาน

2.   ผังงานโปรแกรม (Program Flowchart)  คือ ผังงานที่แสดงขั้นตอนของคำสั่งการทำงาน เพื่อวางแผนหรือรวบรวมความคิดการเขียนโปรแกรม โปรแกรมจะแสดงลำดับคำสั่งเป็นขั้นตอน  (Step By Step) การเขียนผังงานโปรแกรมจะช่วยลดข้อผิดพลาดในการเขียนโปรแกรมลงได้ทำให้เขียนโปรแกรมง่ายขึ้นและถูกต้อง รวมถึงยังช่วยวิเคราะห์จุดบกพร่องที่เกิดขึ้น

ซึ่งโปรแกรมดังกล่าวนำมาใช้เพื่อพัฒนางาน  ในการเขียนผังการทำงานแสดงถึงขั้นตอนการปฏิบัติงานได้อย่างชัดเจน  และใช้เขียนขั้นตอนได้ง่ายกว่าการใช้โปรแกรม Microsoft Word

 

 

ผังงาน (Flowchart)

- แผนภาพหรือสัญลักษณ์แสดงลำดับขั้นตอนการทำงานของ Algorithm

      หรือกระบวนการทำงานตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนถึงขั้นตอนสุดท้าย

- เป็นเครื่องมือใช้การรวบรวมจัดลำดับความคิดเพื่อให้เห็นขั้นตอนการทำงาน

     ที่ชัดเจน  และใช้วางแผนการทำงานขั้นแรก

แบ่งออกเป็น 2 ประเภท

1.  ผังงานระบบ (System Flowchartคือ ผังงานที่แสดงขั้นตอนการทำงานของระบบ  แสดงถึงอุปกรณ์รับและส่งข้อมูล  สื่อ  วิธีประมวลผล   แสดงผลลัพธ์  และลำดับขั้นการทำงาน

2.   ผังงานโปรแกรม (Program Flowchartคือ ผังงานที่แสดงขั้นตอนของคำสั่งการทำงาน เพื่อวางแผนหรือรวบรวมความคิดการเขียนโปรแกรม โปรแกรมจะแสดงลำดับคำสั่งเป็นขั้นตอน  (Step By Step) การเขียนผังงานโปรแกรมจะช่วยลดข้อผิดพลาดในการเขียนโปรแกรมลงได้ทำให้เขียนโปรแกรมง่ายขึ้นและถูกต้อง รวมถึงยังช่วยวิเคราะห์จุดบกพร่องที่เกิดขึ้น

 

ซึ่งโปรแกรมดังกล่าวนำมาใช้เพื่อพัฒนางาน  ในการเขียนผังการทำงานแสดงถึงขั้นตอนการปฏิบัติงานได้อย่างชัดเจน  และใช้เขียนขั้นตอนได้ง่ายกว่าการใช้โปรแกรม Microsoft Word

 

การอบรมการจัดทำระบบและกลไกการประกันคุณภาพการศึกษาระดับหลักสูตรคณะศิลปศาสตร์

ประจำปีการศึกษา 2559

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 ณ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

 

ความรู้ที่ได้จากการอบรม มีดังนี้

 

องค์ประกอบในการประกันคุณภาพหลักสูตรประกอบด้วย

            1. การกำกับมาตรฐาน

            2. บัณฑิต  (คิดเป็นค่าคะแนนจากแบบสอบถาม)

            3. นักศึกษา

            4. อาจารย์

            5. หลักสูตร การเรียนการสอน การประเมินผู้เรียน

            6. สิ่งสนับสนุนการเรียนรู้

               (ข้อ 3 ถึง 5 คิดเป็นค่าคะแนนจาก กระบวนการทำงาน บริหารหลักสูตร โดยไล่ระดับการทำงาน จากคะแนน 0 ถึง 5)

ระบบและกลไก

ระบบ หมายถึง  ระเบียบหรือความเชื่อมโยงของขั้นตอนในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้การปฏิบัติภารกิจหรือกิจกรรมต่างๆ ของหน่วยงานดำเนินการลุล่วงไปได้อย่างราบรื่น เช่น การจัดระบบงานต่างๆ

กลไก  หมายถึง  บุคลากร ทรัพยากร กฎเกณฑ์ กิจกรรม และหน่วยย่อยต่างๆ ที่สนับสนุนเชื่อมโยง ประสานสัมพันธ์ และเอื้ออำนวยให้การดำเนินภารกิจหรือกิจกรรมต่าง ๆ ของหน่วยงาน ดำเนินไปได้อย่างคล่องตัวสม่ำเสมอ และครบวงจรตามระบบที่ได้กำหนดไว้

โดยวิทยากรจะกล่าวถึงภาพรวมของเกณฑ์ คะแนนที่แต่ละหลักสูตรได้รับในแต่ละตัวบ่งชี้ ตัวอย่างการเขียนข้อมูลการดำเนินการของหลักสูตรอื่นๆ เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นในการพิจารณาการดำเนินการ

ประเด็นตัวอย่างในการอบรม

องค์ประกอบที่ 3 นักศึกษา  ตัวบ่งชี้ 3.1 การรับนักศึกษา หลักสูตรจะต้องพิจารณาว่าจะเน้นประเด็นใด/ จะสร้างระบบและกลไกออกมาในรูปแบบใด พร้อมทั้ง ทดลองร่างระบบและกลไกเกี่ยวกับ 1) การรับนักศึกษา และ 2) การเตรียมความพร้อมก่อนเข้าศึกษา ทั้งนี้ การอธิบายกระบวนการจะเริ่มจากในระดับมหาวิทยาลัย คณะ จนถึงหลักสูตร เพื่อให้เห็นภาพรวมทั้งระบบ จากความรู้ที่ได้รับสามารถนำไปปรับใช้ในการจัดทำระบบและกลไกในส่วนงานที่เกี่ยวข้องต่อไปได้